Bus Palladium 2026: ปั้นไนท์คลับเก่าเป็นโรงแรม 5 ดาว
Studio KO เนรมิต Bus Palladium ย่าน Pigalle กรุงปารีส ให้กลายเป็นโรงแรมหรู 5 ดาว 35 ห้อง เปิดบริการ 10 เม.ย. 2026

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- Studio KO เนรมิต Bus Palladium อดีตไนท์คลับดังปี 1960 เป็นโรงแรมหรู 5 ดาว
- เปิดให้บริการเมื่อ 10 เมษายน 2026 มีห้องพักและสวีททั้งหมด 35 ห้อง
- คงจิตวิญญาณร็อกแอนด์โรลด้วยคลับใต้ดิน ไฟนีออนสีแดง และกลิ่นอายดนตรี
บนถนน Rue Pierre Fontaine ในย่าน Pigalle กรุงปารีส สถาปัตยกรรมระดับตำนานอย่าง Bus Palladium ได้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งในรูปแบบของโรงแรมระดับ 5 ดาว เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2026 โครงการนี้รวบรวมห้องพักและห้องสวีทจำนวน 35 ห้อง ร้านอาหารและบาร์ รูฟท็อป รวมถึงคลับใต้ดินไว้ภายในอาคารสูง 6 ชั้นเหนือพื้นดินและขยายลึกลงไปใต้ดิน
ผลงานการออกแบบโดยสถาปนิก Karl Fournier และ Olivier Marty จาก Studio KO ไม่ได้พยายามจำลองสถานที่เดิมขึ้นมาทีละห้อง แต่เลือกถ่ายทอดประวัติศาสตร์ผ่านวัสดุ บรรยากาศ และร่องรอยที่ได้รับการอนุรักษ์อย่างพิถีพิถัน เช่น ไฟนีออนสีแดงที่กลับมาอีกครั้ง โดยอาคารเดิมที่สร้างจากอิฐ หิน คอนกรีต และโลหะ ไม่สามารถรองรับโครงสร้างใหม่ทางวิศวกรรมได้ จึงต้องถูกรื้อถอนและสร้างขึ้นใหม่

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
อาคารใหม่มีความสูงขึ้นเต็มพื้นที่ว่างของถนนปารีส พร้อมขุดเจาะลึกลงไป 14 เมตรเพื่อสร้างชั้นใต้ดิน 4 ระดับ ด้านบนโดดเด่นด้วยฟาซด์คอนกรีตพ่นทรายที่เลือกใช้วัสดุสะท้อนโทนสีอบอุ่นของหินสไตล์ Haussmann ภายในผสมผสานความดิบของคอนกรีตเข้ากับพรมหนาลวดลายเด่น พื้นผิวสะท้อนแสง และสีสันที่ดึงดูดใจจากยุค 1960 และ 1970
การแปลงโฉม Bus Palladium เป็นโรงแรม 5 ดาวถือเป็นตัวอย่างของการผสมผสานวัฒนธรรมปาร์ตี้ใต้ดินเข้ากับการบริการระดับลักชัวรี ซึ่งสะท้อนแนวโน้มการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในยุคปัจจุบันที่นักเดินทางไม่ได้มองหาแค่ความสะดวกสบาย แต่ต้องการสัมผัสจิตวิญญาณและประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของย่านนั้นๆ ผ่านงานดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
รายละเอียดภายในห้องพักทั้ง 35 ห้องสะท้อนกลิ่นอายดนตรีผ่านสวิตช์ไฟที่ออกแบบให้คล้ายแอมพลิฟายเออร์วินเทจ ที่จับประตูรูปตะแกรงไมโครโฟน และลำโพงไม้บิวท์อินเฉพาะตัว นอกจากนี้ยังมี Dalí Suite ที่โดดเด่นด้วยโซฟาโมดูลาร์ DS-600 De Sede และระเบียงมองเห็นป้ายนีออน ขณะที่ทิศทางด้านดนตรีและกลิ่นอายถูกดูแลโดย Caroline de Maigret
ที่มา: designboom
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น