ข้ามไปเนื้อหาหลัก

นักบิน Flydubai วางแผนพุ่งชนสนามบินเทลอาวีฟ

รายงานเผยนักบินผู้ช่วยชาวโอมานของสายการบิน Flydubai วางแผนจี้เครื่องบิน Boeing 737 MAX พุ่งชนสนามบิน Ben Gurion หรือตึกสูงในอิสราเอล หลังใช้ขวานทำร้ายกัปตัน

เรียบเรียงโดย AI
Inewgen
06 Oct 2026ที่มา: BBC World3 นาทีอ่าน (0 ครั้ง)
แชร์
นักบิน Flydubai วางแผนพุ่งชนสนามบินเทลอาวีฟ

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ขนาดตัวอักษร
  • นักบินผู้ช่วยชาวโอมานวางแผนพุ่งชนสนามบินเทลอาวีฟหรือตึกสูง
  • ใช้ขวานฉุกเฉินในห้องนักบินทำร้ายกัปตัน Smit Machchhar
  • ผู้โดยสารและลูกเรือช่วยกันควบคุมตัวและนำเครื่องลงจอดที่ซาอุดีอาระเบีย
  • ทางการตรวจสอบช่องโหว่ด้านความปลอดภัยและการจ้างงานของสายการบิน

รายงานจากสื่อสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดเผยว่า นักบินผู้ช่วยสัญชาติโอมาน ซึ่งถูกระบุชื่อในรายงานหลายฉบับว่า ฮัมอัม อัล-ฮัมมามิ (Hamam al-Hammami) ได้ก่อเหตุทำร้ายกัปตัน สมิต มาชชฮาร์ (Smit Machchhar) ด้วยขวานฉุกเฉินที่เก็บไว้ในห้องนักบิน บนเที่ยวบินของสายการบินฟลายดูไบ (Flydubai) ที่เดินทางจากดูไบไปยังเทลอาวีฟ ก่อนที่ผู้โดยสารจะสามารถเข้าควบคุมตัวไว้ได้ทัน

จากการสอบสวนระบุว่า ผู้ก่อเหตุซึ่งถูกมองว่าเป็นพวกคลั่งลัทธิแบบหมาป่าเดียวดาย (lone wolf) มีแผนที่จะบินเข้าสู่น่านฟ้าอิสราเอลตามปกติเพื่อขออนุญาตลงจอด จากนั้นจะนำเครื่องบินโบอิ้ง 737 แม็กซ์ (Boeing 737 MAX) ที่มีผู้โดยสารมากกว่า 180 คนบนเครื่อง พุ่งชนสนามบินเบนกูเรียน (Ben Gurion) หรืออาคารสูงในใจกลางเมืองเทลอาวีฟ โดยเลียนแบบรูปแบบการโจมตี 11 กันยายน 2001 ในสหรัฐอเมริกา

commercial aircraft passenger jet flying sky

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

แหล่งข่าวระบุเพิ่มเติมว่า ผู้ช่วยนักบินรายนี้เคยตั้งใจที่จะจี้และพุ่งชนเที่ยวบินก่อนหน้าที่เดินทางไปยังเทลอาวีฟมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่เปลี่ยนใจในนาทีสุดท้ายเพราะเขารู้จักกับบุคคลที่อยู่บนเที่ยวบินนั้น สำหรับเหตุการณ์ครั้งนี้ อัยการสูงสุดสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ฮามาด อัล-ชัมซี (Hamad al-Shamsi) แถลงเมื่อวันเสาร์ว่า การสืบสวนจะดำเนินการอย่างรอบคอบเพื่อหาข้อเท็จจริง แรงจูงใจ และความเชื่อมโยงทั้งหมด และจะประกาศผลให้ทราบเมื่อการสอบสวนเสร็จสิ้น

เหตุการณ์ความรุนแรงบนห้องนักบิน (cockpit intrusion and pilot incapacitation) ถือเป็นหนึ่งในความเสี่ยงด้านความปลอดภัยการบินที่อันตรายที่สุด เนื่องจากห้องนักบินถูกออกแบบมาให้มีความเป็นส่วนตัวสูงเพื่อป้องกันการบุกรุกจากภายนอก แต่มาตรการรักษาความปลอดภัยมาตรฐานมักไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรับมือกับภัยคุกคามจากบุคคลภายใน (insider threat) ที่มีสิทธิ์เข้าถึงควบคุมระบบการบินโดยชอบธรรม การที่ผู้ช่วยนักบินสามารถนำอาวุธฉุกเฉินอย่างขวานนักบินมาใช้โจมตีได้สำเร็จ จึงสร้างคำถามระดับโลกเกี่ยวกับกระบวนการตรวจสอบประวัติเชิงลึก (background screening) และมาตรการคัดกรองพนักงานของสายการบินพาณิชย์

เหตุการณ์ดังกล่าวยังนำไปสู่คำถามที่จริงจังเกี่ยวกับช่องโหว่ด้านความปลอดภัยขนาดใหญ่ รวมถึงการที่ผู้ก่อเหตุเคยถูกห้ามบินโดยสายการบินแห่งชาติของโอมานอย่าง โอมาน แอร์ (Oman Air) และถูกย้ายไปทำงานด้านบริหารเนื่องจากความกังวลเรื่องแนวคิดสุดโต่ง แต่กลับได้รับการจ้างงานจากฟลายดูไบ (flydubai) ใน สออ. ผ่านการตรวจสอบความปลอดภัยมาตรฐานที่ไม่ได้ตรวจเช็กประวัติเชิงลึกด้านการฝักใฝ่ความรุนแรง

ไม่อยากพลาดข่าวใหม่?

สมัครรับสรุปข่าวสารใหม่ทางอีเมล ไม่บ่อยจนรำคาญ

โฆษณา

"การสืบสวนจะเปิดเผยข้อเท็จจริง แรงจูงใจ และความเชื่อมโยงทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้"

ฮามาด อัล-ชัมซี อัยการสูงสุดสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

นอกจากนี้ กฎการบินของอิสราเอลระบุชัดเจนว่า นักบินที่เป็นพลเมืองของประเทศที่ไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับอิสราเอล เช่น โอมาน จะไม่ได้รับอนุญาตให้ปฏิบัติการบินเข้ามาในประเทศ ขณะที่หน่วยงานความมั่นคงภายใน ชินเบต (Shin Bet) และกระทรวงคมนาคมอิสราเอล โต้แย้งกันเรื่องความรับผิดชอบในการตรวจสอบรายชื่อลูกเรือและผู้โดยสารบนเที่ยวบิน FZ1073

ในเวลาเดียวกัน ทางการออสเตรเลียกำลังตรวจสอบความเชื่อมโยงของผู้ช่วยนักบินรายนี้กับประเทศออสเตรเลีย หลังจากสื่อท้องถิ่นรายงานว่าเขาเคยเดินทางไปศึกษาต่อที่นั่นในช่วงระหว่างปี 2015 ถึง 2017

ที่มา: BBC World

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น
0/2000

พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้