Le Corbusier: ชวนย้อนชมความงดงามโบสถ์ Ronchamp ผ่านเลนส์ Paul Clemence
ชวนรำลึก 139 ปี ชาร์ลส์-เอดัวร์ แจเนอเรต์ หรือ เลอ คอร์บูซิเยร์ ผ่านภาพถ่ายชุดใหม่ของ พอล เคลมองซ์ ที่เผยสถาปัตยกรรมระดับไอคอน ณ ประเทศฝรั่งเศส

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- รำลึก 139 ปี เลอ คอร์บูซิเยร์ สถาปนิกผู้สร้างโบสถ์ Notre-Dame du Haut
- พอล เคลมองซ์ ถ่ายทอดภาพถ่ายสถาปัตยกรรมชุดใหม่ ณ แคว้นฟร็องช์-กงเต ประเทศฝรั่งเศส
- โบสถ์ได้รับการบูรณะครั้งใหญ่ระหว่างปี 2022 ถึง 2025 และขึ้นทะเบียนยูเนสโกในปี 2016
ในวาระครบรอบวันคล้ายวันเกิดปีที่ 139 ของ ชาร์ลส์-เอดัวร์ แจเนอเรต์ หรือเป็นที่รู้จักในนาม เลอ คอร์บูซิเยร์ (Le Corbusier) ผู้ซึ่งลืมตาดูโลกเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม ค.ศ. 1887 วงการสถาปัตยกรรมได้ร่วมย้อนรำลึกถึงผลงานชิ้นเอกอันโดดเด่นอย่างโบสถ์โบสถ์น็อทร์-ดาม-ดู-โอ (Notre-Dame du Haut) ณ เมืองรงช็อง ประเทศฝรั่งเศส ผ่านมุมมองและผลงานภาพถ่ายชุดพิเศษจาก พอล เคลมองซ์ (Paul Clemence) ช่างภาพผู้ต้องการถ่ายทอดความงดงามของแสง พื้นผิว และรูปทรงประติมากรรมของอาคารหลังนี้ในมุมมองร่วมสมัย
โบสถ์แห่งนี้ตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขาบูร์เลมง (Bourlémont) ทางตะวันออกของประเทศฝรั่งเศส บนพื้นที่เดิมของโบสถ์แสวงบุญที่ถูกทำลายลงจากการทิ้งระเบิดในปี 1944 ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ทางเจ้าของสถานที่และมณฑลบาทหลวงแห่งเบซ็องซองได้ตัดสินใจสร้างขึ้นใหม่ โดยมอบหมายให้ เลอ คอร์บูซิเยร์ เป็นผู้ออกแบบ เพื่อสานต่อแนวคิดการนำศิลปะและสถาปัตยกรรมร่วมสมัยเข้าสู่ศาสนจักรคาทอลิก งานก่อสร้างเริ่มต้นขึ้นในปี 1950 และแล้วเสร็จก่อนจะมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 25 มิถุนายน 1955

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
การออกแบบโบสถ์ที่รงช็องนี้ถือเป็นการฉีกกรอบจากงานดีไซน์โมเดิร์นแบบเดิมที่เคยเน้นตารางเรขาคณิตและเส้นตั้งฉากอย่างชัดเจน เลอ คอร์บูซิเยร์ ได้สร้างสรรค์ผนังที่โค้งเว้า หอคอยทรงมน และหลังคาที่ลาดโค้งราวกับประติมากรรมอิสระ เคลมองซ์ระบุว่าความตั้งใจของเขาคือการถ่ายทอดแลนด์มาร์กโมเดิร์นนี้ผ่านมุมมองของคนยุคปัจจุบัน โดยอ้างอิงแนวคิดดั้งเดิมที่สถาปนิกเคยเปรียบเปรยไว้ว่า จุดเริ่มต้นมาจาก "ขอบฟ้าทั้งสี่ทิศ และกระดองปู" ซึ่งสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างตัวอาคารกับภูมิทัศน์โดยรอบ
การที่ เลอ คอร์บูซิเยร์ เลือกใช้เส้นโค้งอิสระและโครงสร้างรูปทรงประติมากรรมที่โบสถ์รงช็อง ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญจากแนวคิดสถาปัตยกรรมโมเดิร์นยุคแรกที่เน้นประโยชน์ใช้สอยและรูปทรงเรขาคณิตที่เคร่งครัด (Functionalism) การผสมผสานธรรมชาติ แสงเงา และสถาปัตยกรรมเข้าด้วยกันในลักษณะนี้ ทำให้โบสถ์แห่งนี้กลายเป็นหมุดMหมายสำคัญที่พิสูจน์ว่าสถาปัตยกรรมทางศาสนาสามารถก้าวข้ามกรอบเดิมๆ ไปสู่มิติทางอารมณ์และความรู้สึกได้อย่างไร
ภายในอาคาร แสงธรรมชาติถูกใช้งานเสมือนวัสดุก่อสร้างชิ้นหนึ่ง ผนังด้านทิศใต้ที่หนาเตอะถูกเจาะช่องหน้าต่างขนาดและระยะลึกที่แตกต่างกันอย่างไม่เป็นระเบียบ พร้อมกระจกสีทั้งสีแดง สีฟ้า สีเหลือง และสีเขียว ที่ช่วยแต่งแต้มแสงสว่างภายในให้เปลี่ยนไปตามช่วงเวลาของวันและฤดูกาล เคลมองซ์เลือกถ่ายทอดภาพภายนอกด้วยโทนสีขาวดำเพื่อเน้นรูปทรงและพื้นผิว ขณะที่ภาพภายในยังคงเก็บรักษาโทนสีธรรมชาติเอาไว้
"ด้วยชุดภาพถ่ายนี้ ผมต้องการแสดงให้เห็นแลนด์มาร์กโมเดิร์นแห่งนี้ผ่านความรู้สึกของยุคปัจจุบัน ให้สายตาแบบร่วมสมัยเป็นผู้บอกเล่าเรื่องราว"
พอล เคลมองซ์
โบสถ์น็อทร์-ดาม-ดู-โอ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโก (UNESCO) ร่วมกับผลงานอื่นๆ ของ เลอ คอร์บูซิเยร์ อีก 16 แห่ง ตั้งแต่ปี 2016 และเพิ่งผ่านกระบวนการบูรณะครั้งใหญ่ระหว่างปี 2022 ถึง 2025 เพื่อฟื้นฟูพื้นผิวคอนกรีต งานกระจก และพื้นที่ภายในให้คงความสมบูรณ์ สะท้อนคุณค่าของงานสถาปัตยกรรมที่ยังคงร่วมสมัยแม้เวลาจะผ่านไปนานหลายทศวรรษ
ที่มา: designboom
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น