Poppy's Promise: พ่อแม่เด็กทารกผู้เสียชีวิตจับมือ NHS ปฏิรูป
เนียลและเคธี รัสเซล เปลี่ยนโศกนาฏกรรมจากการเสียชีวิตของน้องปอปปี้ในปี 2021 ให้เป็นโครงการ Poppy's Promise เพื่อคืนความเห็นอกเห็นใจให้ระบบสุขภาพ NHS

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- น้องปอปปี้เสียชีวิตในปี 2021 จากภาวะขาดออกซิเจนในสมอง
- การไต่สวนพบว่าเด็กควรจะคลอดก่อนหน้านั้น 1 ชั่วโมงเพื่อรอดชีวิต
- โรงพยาบาลเคยกล่าวหาแม่และพยายามปกปิดความผิดพลาด
- โครงการ Poppy's Promise ถูกนำมาใช้กับพนักงาน 8,000 คน
การสูญเสียบุตรสาวอันเป็นที่รักคือความเจ็บปวดสูงสุดของคนเป็นพ่อแม่ แต่สำหรับ เนียล และ เคธี รัสเซล ความเจ็บปวดนั้นกลับทวีความรุนแรงขึ้นไปอีกเมื่อโรงพยาบาลกลับโยนความผิดให้ตัวผู้เป็นแม่หลังจากการเสียชีวิตของน้องปอปปี้ รัสเซล ที่โรงพยาบาล Princess Royal Hospital ในเมืองเทลฟอร์ด เมื่อเดือนเมษายน 2021
ย้อนกลับไปในช่วงตั้งครรภ์ เคธีวัย 41 ปี แจ้งกับพยาบาลผดุงครรภ์ว่าเธอมีอาการกลัวการคลอดธรรมชาติและต้องการผ่าคลอด แต่เมื่อถึงเวลาเจ็บท้อง เธอกลับถูกชักนำให้คลอดและถูกปล่อยให้อยู่ในห้องตามลำพังเป็นเวลานานจนไม่มีใครดูแล สุดท้ายน้องปอปปี้ต้องถูกผ่าคลอดฉุกเฉิน แต่ก็สายเกินไปเพราะเด็กเผชิญกับภาวะบาดเจ็บที่สมองจากขาดออกซิเจนและเสียชีวิตในวันเดียวกัน ผลการไต่สวนระบุอย่างชัดเจนว่า หากเด็กคลอดเร็วกว่านั้นเพียง 1 ชั่วโมง เธอก็จะรอดชีวิตอย่างแน่นอน
สิ่งที่ทำให้ครอบครัวรัสเซลเจ็บปวดไม่แพ้กันคือการที่ The Shrewsbury and Telford NHS Trust (SaTH) ซึ่งเป็นผู้ดูแลโรงพยาบาล กล่าวหาว่าเคธีปฏิเสธการตรวจติดตามทารกในครรภ์ ซึ่งการไต่สวนในปี 2023 พิสูจน์แล้วว่าเป็นเท็จ นอกจากนี้พวกเขายังพบว่าเจ้าหน้าที่พยายามปกปิดความผิดพลาดและสร้างเรื่องโกหกขึ้นมาปกปิดความจริง
แม้จะเผชิญกับความโหดร้ายดังกล่าว แต่ครอบครัวรัสเซลไม่ได้เลือกที่จะเดินหนีหรือจมอยู่กับความแค้น ในเดือนมีนาคม 2024 พวกเขาได้เข้าพบกับทางทรัสต์เพื่อหารือถึงสิ่งที่เกิดขึ้น และตัดสินใจสร้างสิ่งที่ดีงามขึ้นมาในชื่อ Poppy's Promise เพื่อเป็นเกียรติแก่ลูกสาว โดยมีหลักการสำคัญคือการยอมรับความรู้สึกของผู้ป่วยและการให้ผู้ป่วยมีส่วนร่วมในการดูแลรักษา
"เราเกือบจะถูกความเกลียดชังและความโกรธเกรี้ยวกลืนกินไปแล้ว และความรู้สึกเหล่านั้นก็ยังคงอยู่"
เคธี รัสเซล

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
กรณีศึกษาของครอบครัวรัสเซลสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาสำคัญในระบบสาธารณสุขขนาดใหญ่ เช่น NHS ของสหราชอาณาจักร ที่มักเกิดภาวะ "ความเหนื่อยล้าทางอารมณ์และความเห็นอกเห็นใจ" (compassion fatigue) จากภาระงานที่ล้นมือและการขาดแคลนบุคลากร การนำโครงการอย่าง Poppy's Promise เข้ามาผูกติดกับกระบวนการคัดเลือกพนักงานและฝึกอบรม จึงเป็นหมุดหมายสำคัญในการดึงความเป็นมนุษย์กลับคืนสู่วิชาชีพแพทย์และพยาบาล เพื่อป้องกันไม่ให้โศกนาฏกรรมในลักษณะนี้เกิดขึ้นซ้ำรอยกับครอบครัวอื่นอีก
ปัจจุบัน SaTH กำลังดำเนินการนำหลักการของ Poppy's Promise ไปใช้กับพนักงานทั้งหมด 8,000 คน รวมถึงเพิ่มคำถามเกี่ยวกับความเห็นอกเห็นใจลงในกระบวนการสรรหาบุคลากรด้วย ด้าน ดร.เอเดรียน มาร์ช ที่ปรึกษาด้านเวชศาสตร์ฉุกเฉิน ยอมรับว่าแรงกดดันจากการทำงานในแต่ละวันทำให้การรักษาความอ่อนโยนต่อผู้ป่วยทุกคนเป็นเรื่องท้าทาย
อย่างไรก็ตาม ความตั้งใจของเนียลและเคธีไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ในโรงพยาบาลแห่งนี้เท่านั้น เพราะองค์กรด้านสุขภาพอื่นๆ และมหาวิทยาลัยหลายแห่งในสหราชอาณาจักรได้ติดต่อเข้ามาเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการนำ Poppy's Promise ไปบรรจุไว้ในหลักสูตรการเรียนการสอน เพื่อฝังรากฐานการดูแลรักษาด้วยความเห็นอกเห็นใจให้ทั่วทั้งระบบบริการสุขภาพ
ที่มา: BBC Health
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น