ผู้ประกอบการท่องเที่ยวหิมาลัยปรับตัวรับความเสี่ยงภูมิอากาศ
เหตุหิมะถล่มและอุทกภัยในเทือกเขาหิมาลัยคร่าชีวิตผู้คนนับพัน บีบให้บริษัททัวร์เร่งปรับแผนรับมือช่วงไฮซีซั่นการเดินป่า

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- หิมะถล่มที่แคมป์ฐาน Himlung Himal เมื่อ 27 ก.ย. คร่าชีวิตอย่างน้อย 15 ราย
- น้ำท่วมใหญ่ใกล้อุทยานแห่งชาติลังตังมีผู้เสียชีวิต 1,455 ราย สูญหายอีกกว่า 5,285 ราย
- ธารน้ำแข็งละลายเร็วกว่าทศวรรษก่อนถึง 65% และมีธารน้ำแข็งถูกเฝ้าระวังเพียง 0.1%
- บริษัททัวร์อย่าง Furtenbach และ Intrepid ต้องประเมินความเสี่ยงและปรับเส้นทางเอง
อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวบนเทือกเขาหิมาลัยกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายครั้งใหญ่ หลังจากภัยพิบัติทางธรรมชาติสร้างความเสียหายอย่างหนักและส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการทัวร์ต้องแบกรับความเสี่ยงทางธุรกิจทั้งจากการยกเลิกการเดินทางและการปรับเปลี่ยนเส้นทางกะทันหัน ท่ามกลางความเปราะบางของปลายทางที่เด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ
วิกฤตดังกล่าวเกิดขึ้นต่อเนื่องจากเหตุการณ์หิมะถล่มบริเวณแคมป์ฐานภูเขา Himlung Himal ในเขตมานัง เมื่อวันที่ 27 กันยายน ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 15 ราย ระหว่างที่เจ้าหน้าที่กำลังติดตั้งเชือกเพื่อเตรียมรับฤดูกาลเดินป่า เหตุการณ์นี้ทิ้งช่วงเพียงหนึ่งเดือนหลังจากเหตุน้ำท่วมรุนแรงบริเวณปลายน้ำใกล้กับอุทยานแห่งชาติลังตังของเนปาล ซึ่งอยู่ติดกับเขตพรมแดนทิเบต
รายงานที่จัดทำโดยบริษัทที่ปรึกษา Systemiq ร่วมกับ Integrated Mountain Initiative และสถาบัน GB Pant National Institute of Himalayan Environment ของอินเดีย ระบุว่า ธารน้ำแข็งในภูมิภาคนี้กำลังละลายเร็วกว่าเมื่อทศวรรษที่แล้วถึง 65% การถอยร่นของธารน้ำแข็งทิ้งทะเลสาบที่ไม่มั่นคงไว้เบื้องหลัง ซึ่งกักเก็บด้วยเศษหินและน้ำแข็งที่หลวมตัวเหนือหุบเขาที่มีประชากรอาศัยอยู่ นอกจากนี้ จากจำนวนธารน้ำแข็งประมาณ 40,000 แห่งในภูมิภาคนี้ มีเพียงราว 0.1% เท่านั้นที่มีการติดตั้งระบบเฝ้าระวัง

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
ดีปตันชู โคตรุ (Deeptanshu Kotru) ผู้จัดการโครงการจาก Systemiq เผยกับสำนักข่าว Skift ว่า ทางออกที่จำเป็นคือการเฝ้าระวังความเสี่ยงของธารน้ำแข็งและทะเลสาบจุดที่อันตรายที่สุด ควบคู่ไปกับระบบเตือนภัยล่วงหน้าที่จะกระตุ้นให้เกิดการปิดถนนและการอพยพประชาชนอย่างทันท่วงที
"ระบบเตือนภัยล่วงหน้าที่จะกระตุ้นให้เกิดการปิดถนนและการอพยพคือคำตอบ"
ดีปตันชู โคตรุ
ในระหว่างที่รอระบบดังกล่าว ผู้ประกอบการท่องเที่ยวต้องรับมือกับต้นทุนและความเสี่ยงด้วยตนเอง บริษัท Furtenbach Adventures ต้องยกเลิกการสำรวจและเปลี่ยนเส้นทางปีนเขา โดยตามเงื่อนไขการจองจะไม่คืนเงินในกรณีที่ยกเลิกเนื่องจากสภาพอากาศ ขณะที่ Intrepid Travel ได้ส่งผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการในพื้นที่ลงขับรถสำรวจถนนที่ได้รับความเสียหาย เพื่อตัดสินใจหน้างานว่าจะเปลี่ยนเส้นทางหรือยกเลิกจุดใด
บทวิเคราะห์เพิ่มเติมชี้ให้เห็นว่า ภัยพิบัติทางธรรมชาติในหิมาลัยสะท้อนให้เห็นว่าการท่องเที่ยวเชิงผจญภัยในพื้นที่สูงกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ (tipping point) การที่ผู้ประกอบการต้องพึ่งพาการประเมินหน้างานเองสะท้อนถึงช่องว่างของโครงสร้างพื้นฐานด้านความปลอดภัยระดับประเทศ ขณะเดียวกัน โมเดลการท่องเที่ยวเชิงปฏิรูป (regenerative tourism) ที่เน้นมูลค่าของนักท่องเที่ยวมากกว่าปริมาณคน อาจเป็นกุญแจสำคัญในการลดภาระและสร้างความยั่งยืนให้เศรษฐกิจการท่องเที่ยวหิมาลัยในระยะยาว
ที่มา: Skift
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น