ICO สอบสายอัตโนมัติชวนแอด WhatsApp พุ่งทุบสถิติรอบ 5 ปี
สำนักงานกรรมาธิการสารสนเทศแห่งสหราชอาณาจักร (ICO) เผยเดือนกันยายนมียอดร้องเรียนสายอัตโนมัติกว่า 3,600 ครั้ง สูงสุดในรอบ 5 ปี และพุ่งเกือบ 3 เท่าของเดือนกรกฎาคม

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- ICO เผยยอดร้องเรียนสายอัตโนมัติเดือนกันยายนทะยานกว่า 3,600 ครั้ง สูงสุดในรอบ 5 ปี
- สายมักอ้างเบอร์มือถือใน UK และชวนทำงานพาร์ทไทม์ผ่านข้อความแชท WhatsApp
- ผู้เชี่ยวชาญเตือนภัยเข้าข่ายหลอกลวงสมัครงานและอาจพัวพันการฟอกเงินผ่านบัญชีเหยื่อ
- รัฐบาลและค่ายมือถือเร่งกวาดล้างเทคโนโลยีปลอมแปลงเบอร์โทรศัพท์ (Caller ID Spoofing)
สำนักงานกรรมาธิการสารสนเทศแห่งสหราชอาณาจักร หรือ ICO เปิดเผยข้อมูลสถิติที่น่ากังวลว่า ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา หน่วยงานได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับสายโทรศัพท์อัตโนมัติ (Automated Calls) สูงถึงกว่า 3,600 ครั้ง ซึ่งนับเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในรอบ 5 ปี และเพิ่มขึ้นเกือบสามเท่าตัวเมื่อเทียบกับยอด 1,200 กว่าครั้งในเดือนกรกฎาคม
รูปแบบของสายโทรศัพท์ดังกล่าวจะใช้ระบบบันทึกเสียงอัตโนมัติเพื่อพูดคุย และมักเสนอโอกาสในการทำงานพาร์ทไทม์ โดยจะโน้มน้าวให้เป้าหมายติดต่อกลับผ่านแอปพลิเคชันส่งข้อความยอดนิยมอย่าง WhatsApp พร้อมกับทิ้งข้อความทำนองว่า 'Add me on WhatsApp' เพื่อดึงเหยื่อเข้าสู่กระบวนการสนทนาส่วนตัว
ไซมอน เฟลล์ จากกลุ่มยุทธศาสตร์อาชญากรรมด้านโทรคมนาคม (Communications Crime Strategy Group) ระบุว่า แม้จะยังไม่สามารถฟันธงรูปแบบการหลอกลวงได้ทั้งหมดในทุกเคส แต่มีความเป็นไปได้สูงมากที่เหตุการณ์นี้จะเป็นขบวนการหลอกลวงเกี่ยวกับการรับสมัครงาน (Recruitment Scam)
"They would either put you through to a fake job listing, which might involve some form of money muling... your account which can lead to terrible consequences."
Simon Fell
เฟลล์อธิบายเพิ่มเติมว่า มิจฉาชีพอาจหลอกล่อให้เหยื่อเข้าไปพัวพันกับประกาศงานปลอม ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการเป็นบัญชีม้า (Money Muling) โดยงานที่นำมาหลอกอาจดูสมจริงหรือเป็นงานชั่วคราวทั่วไป แต่กลับกลายเป็นช่องทางในการส่งผ่านเงินผิดกฎหมายผ่านบัญชีธนาคารส่วนตัวของเหยื่อ ซึ่งจะนำไปสู่ผลกระทบร้ายแรงตามมาในภายหลัง
กลโกงลักษณะนี้มักใช้จิตวิทยาเร่งรีบและผลประโยชน์ตอบแทนที่ดูสมเหตุสมผลเพื่อลดความระแวง การที่มิจฉาชีพหันมาใช้ระบบโทรอัตโนมัติร่วมกับการดึงเหยื่อไปคุยต่อบนแอปพลิเคชันแชทเข้ารหัสอย่าง WhatsApp สะท้อนถึงความพยายามเลี่ยงระบบกรองสแปมของเครือข่ายมือถือแบบเดิม ผู้ใช้งานจึงควรตระหนักว่าการรับสายจากเบอร์แปลกและถูกดึงเข้ากลุ่มแชทที่ไม่รู้จักคือความเสี่ยงด่านแรกของอาชญากรรมไซเบอร์
ด้านแอนดี้ คูร์รี หัวหน้าฝ่ายสืบสวนคดีอาญาของ ICO ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว BBC ว่า เชื่อว่าสายโทรศัพท์อัตโนมัติเหล่านี้ถูกโทรเข้ามาจากต่างประเทศ และยอดร้องเรียนที่ ICO ได้รับเป็นเพียงส่วนน้อยนิดเท่านั้นเมื่อเทียบกับสัดส่วนของผู้เสียหายทั้งหมดในภาพรวม โดยประเมินว่ามีประชาชนนับล้านคนที่กำลังเผชิญกับการโทรเข้ามาในลักษณะนี้แบบหว่านแห

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
ขณะเดียวกัน ตัวแทนจากแพลตฟอร์ม WhatsApp ชี้แจงว่า ทางบริษัทได้พัฒนาระบบรักษาความปลอดภัยเพื่อคุ้มครองผู้ใช้งานจากการโทรศัพท์หลอกลวงมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงฟีเจอร์ปิดกั้นเสียงเรียกเข้าจากเบอร์แปลกที่ไม่รู้จัก และในแต่ละปีทางแพลตฟอร์มยังได้ทำการแบนบัญชีผู้ใช้งานนับล้านบัญชีที่มีพฤติกรรมมุ่งร้าย เช่น การจดทะเบียนบัญชีจำนวนมากแบบอัตโนมัติหรือการส่งข้อความสแปมจำนวนมาก
ในส่วนของการป้องกันที่ต้นทาง เฟลล์เผยว่าบรรดาบริษัทผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือในสหราชอาณาจักรกำลังร่วมมือกันแก้ไขปัญหาการทะลักเข้ามาของสายอัตโนมัติเหล่านี้ในหลายด้าน เนื่องจากกลุ่มมิจฉาชีพมักใช้วิธีปลอมแปลงหมายเลขโทรศัพท์ (Caller ID Spoofing) ให้แสดงผลบนหน้าจอว่าเป็นเบอร์มือถือภายในประเทศ UK ทั้งที่ความจริงแล้วโทรมาจากภายนอกประเทศ
ทั้งนี้ รัฐบาลสหราชอาณาจักรเคยให้คำมั่นสัญญาไว้เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่ผ่านมาว่า จะดำเนินการกำจัดปัญหาการปลอมแปลงเบอร์โทรศัพท์ให้หมดสิ้นไปภายในระยะเวลาหนึ่งปี ด้านโฆษกกระทรวงมหาดไทย (Home Office) ยืนยันว่ารัฐบาลกำลังดำเนินมาตรการอย่างเด็ดขาด และยังคงมุ่งมั่นที่จะผลักดันข้อตกลงด้านโทรคมนาคม (Telecommunications Charter) ร่วมกับภาคอุตสาหกรรมให้ลุล่วงตามกำหนดเวลา
ที่มา: BBC Business
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น