ข้ามไปเนื้อหาหลัก

OpenAI ขยายบริการ ChatGPT Health ให้ผู้ใช้ในสหรัฐฯ ทุกคนใช้งานได้แล้ว

OpenAI เปิดให้ผู้ใช้งานในสหรัฐอเมริกาที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปทุกแผนบริการเข้าถึงฟีเจอร์ ChatGPT Health ได้แล้ว พร้อมดึงข้อมูลจาก Apple Health และระบบโรงพยาบาลมาวิเคราะห์ร่วมได้

เรียบเรียงโดย AI
Inewgen
24 Jul 2026ที่มา: TechCrunch3 นาทีอ่าน (0 ครั้ง)อัปเดตล่าสุด 04 Aug 2026
แชร์
OpenAI ขยายบริการ ChatGPT Health ให้ผู้ใช้ในสหรัฐฯ ทุกคนใช้งานได้แล้ว

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ขนาดตัวอักษร
  • ChatGPT Health เปิดให้ผู้ใช้ในสหรัฐฯ อายุ 18 ปีขึ้นไปทุกแผนใช้งานได้แล้ว
  • สถิติการใช้งานคำถามสุขภาพพุ่งสูงถึง 300 ล้านครั้งต่อสัปดาห์
  • รองรับการเชื่อมต่อข้อมูลจาก Apple Health, MyFitnessPal และระบบโรงพยาบาล
  • โมเดลรุ่นเล็ก GPT 5.6-Luna ทำคะแนนได้ดีกว่ารุ่นก่อนหน้าบนเกณฑ์ HealthBench

บริษัท OpenAI ประกาศเปิดให้บริการ ChatGPT Health ฟีเจอร์ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยเหลือผู้ใช้งานในประเด็นด้านสุขภาพโดยเฉพาะ ให้แก่ผู้ใช้งานในสหรัฐอเมริกาที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปในทุกแผนบริการแล้ว การประกาศครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากที่พาสเตอร์ชาวฟลอริดายื่นฟ้องบริษัท เนื่องจากได้รับคำแนะนำเกือบเป็นอันตรายถึงชีวิตจากการไม่ไปพบแพทย์

ย้อนกลับไปในช่วงเดือนมกราคม OpenAI ได้เริ่มทดสอบฟีเจอร์ดังกล่าวผ่านฮับเฉพาะสำหรับสุขภาพ ซึ่งเปิดทางให้ผู้ใช้สามารถเชื่อมโยงข้อมูลส่วนตัวและข้อมูลจากบริการภายนอก เช่น Apple Health, Function และ MyFitnessPal เข้าด้วยกันได้

300Mคำถามสุขภาพต่อสัปดาห์
70%ของคำถามเกิดขึ้นนอกฮับเฉพาะ

ในขณะที่เริ่มทดสอบนั้น ข้อมูลระบุว่าผู้ใช้งานส่งคำถามเกี่ยวกับสุขภาพสูงถึง 230 ล้านครั้งต่อสัปดาห์ และปัจจุบันตัวเลขดังกล่าวได้เพิ่มขึ้นเป็น 300 ล้านครั้งต่อสัปดาห์แล้ว นอกจากนี้ ผู้ใช้ยังสามารถดึงข้อมูลเวชระเบียนจากระบบโรงพยาบาลอย่าง Epic และ Oracle Health รวมถึงแพลตฟอร์มสุขภาพอย่าง One Medical และ Function Health เข้าสู่ระบบได้อีกด้วย

mobile app health data integration

ในช่วงทดสอบ OpenAI พบว่าผู้ใช้ 70% มักจะส่งคำถามเกี่ยวกับสุขภาพนอกเหนือจากฮับเฉพาะ ด้วยเหตุนี้ ฟีเจอร์ใหม่จึงอนุญาตให้ผู้ใช้ดึงข้อมูลเชิงลึกจากข้อมูลที่เชื่อมโยงในส่วนสุขภาพมาใช้ในการสนทนาทั่วไปได้ เช่น การสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับอาหารหรืออาการแพ้ในแชททั่วไป

การขยายขอบเขตให้ระบบ AI สามารถดึงข้อมูลสุขภาพมาใช้ในแชททั่วไปได้ สะท้อนให้เห็นความพยายามของ OpenAI ที่ต้องการผสานปัญญาประดิษฐ์เข้ากับกิจวัตรประจำวันของผู้ใช้ให้แนบเนียนยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่องความปลอดภัยและข้อจำกัดทางกฎหมายยังคงเป็นความท้าทายสำคัญ เนื่องจากหน่วยงานด้านสุขภาพและคดีความที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นว่า คำแนะนำจาก AI อาจมีความเสี่ยงหากผู้ใช้ขาดการวิจารณญาณหรือละเลยการปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ไม่อยากพลาดข่าวใหม่?

สมัครรับสรุปข่าวสารใหม่ทางอีเมล ไม่บ่อยจนรำคาญ

โฆษณา

ในด้านประสิทธิภาพของโมเดล OpenAI ระบุว่าโมเดลรุ่นเล็กที่สุดจากการเปิดตัวล่าสุดอย่าง GPT 5.6-Luna สามารถทำผลงานได้เหนือกว่า GPT 5.5 บนการประเมิน HealthBench ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานแบบโอเพนซอร์สที่บริษัทพัฒนาขึ้นเพื่อวัดประสิทธิภาพของโมเดลภาษาขนาดใหญ่ในด้านสุขภาพ ทั้งนี้บริษัทยืนยันว่าจะไม่นำข้อมูลของผู้ใช้ไปใช้ในการฝึกอบรมโมเดล และยังคงทำงานร่วมกับแพทย์เพื่อพัฒนาความแม่นยำอย่างต่อเนื่อง

แม้จะมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี แต่ในเงื่อนไขการให้บริการของ OpenAI ยังคงระบุชัดเจนว่าบริการนี้ไม่ได้มีไว้สำหรับการวินิจฉัยหรือรักษาโรคใด ๆ โดยทางบริษัทได้อ้างถึงข้อกำหนดเหล่านี้เพื่อตอบสนองต่อคดีฟ้องร้องที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งระบุกับสำนักข่าว The New York Times ว่ากำลังเร่งทำให้คำตอบด้านสุขภาพมีความปลอดภัยยิ่งขึ้น และแนะนำให้ผู้ใช้ตรวจสอบข้อมูลรวมถึงตัดสินใจเรื่องการแพทย์ตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ

สำหรับบริการ Health in ChatGPT นี้ กำลังทยอยเปิดตัวให้กับผู้ใช้งานในสหรัฐฯ ที่เข้าสู่ระบบแล้ว ทั้งในแผนบริการฟรี, Go, Plus และ Pro ทั้งบนเว็บไซต์และระบบ iOS ภายในสัปดาห์นี้

ที่มา: TechCrunch

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น
0/2000

พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้