สารคดี 3 มิติ From Inside Out สำรวจผลงานปีเตอร์ ซุมทอร์
วิม เวนเดอร์ส ใช้เวลาสร้างนาน 14 ปี ถ่ายทอดสถาปัตยกรรมของปีเตอร์ ซุมทอร์ ในรูปแบบ 3 มิติ ตั้งแต่โบสถ์เซนต์เบเนดิกต์ถึงแกลเลอรี LACMA

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- วิม เวนเดอร์สใช้เวลาสร้างสารคดี From Inside Out นาน 14 ปี
- ภาพยนตร์ถ่ายทอดผลงานสถาปัตยกรรม 3 มิติของปีเตอร์ ซุมทอร์
- รวบรวมผลงานตั้งแต่โบสถ์เซนต์เบเนดิกต์สวิตเซอร์แลนด์จนถึง LACMA ลอสแอนเจลิส
- เน้นนำเสนอประสบการณ์เชิงประสาทสัมผัสมากกว่าการให้ความรู้แบบทั่วไป
วิม เวนเดอร์ส ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวเยอรมันผู้เคยเข้าชิงรางวัลออสการ์ถึง 4 ครั้ง และเป็นที่รู้จักจากผลงานภาพยนตร์เรื่อง Paris, Texas ในปี 1984 รวมถึง Buena Vista Social Club ในปี 1999 ได้ใช้เวลาประมาณ 14 ปีในการพัฒนาภาพยนตร์สารคดีเรื่อง From Inside Out – The Architecture of Peter Zumthor โดยจุดเริ่มต้นย้อนกลับไปในปี 2012 เมื่อเขาเคยสร้างภาพยนตร์สารคดีสั้นชิ้นแรกเกี่ยวกับสถาปัตยกรชาวสวิสรายนี้ในชื่อ Notes from a Day in the Life of an Architect ซึ่งจุดประกายให้เกิดการสำรวจผลงานการออกแบบที่ยาวนานกว่าทศวรรษ
สารคดีเรื่องนี้พาผู้ชมติดตามเส้นทางอาชีพของปีเตอร์ ซุมทอร์ เริ่มตั้งแต่ผลงานยุคแรกอย่างโบสถ์เซนต์เบเนดิกต์ (St. Benedict’s Chapel) บนเนินเขาในเมืองซุมวิตก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ไปจนถึงแกลเลอรี David Geffen Galleries แห่งใหม่ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะเทศมณฑลลอสแอนเจลิส หรือ LACMA โดยซุมทอร์ซึ่งเกิดที่เมืองบาเซิลและยังคงทำงานจากสตูดิโออัลไพน์ในเมืองฮัลเดนสไตน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เคยกล่าวไว้ว่ามนุษย์เราต่างเติบโตมาจากบ้าน ซึ่งวิม เวนเดอร์สได้นำแนวคิดนี้มาสำรวจมุมมองอันใกล้ชิดผ่านสายตาของแขกผู้มาเยือน ผู้อยู่อาศัย และช่างฝีมือ

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
ผลงานยุคแรกของซุมทอร์ในสวิตเซอร์แลนด์มีความโดดเด่นเรื่องการใช้วัสดุไม้และแผ่นหินควอร์ตไซต์จากหุบเขาวัลส์ เพื่อให้ตัวอาคารกลมกลืนกับภูมิประเทศสีเขียว ไม่ว่าจะเป็นอาคารที่พักพิงโบราณสถานโรมันในเมืองคูร์ (Shelter for Roman Archaeological Ruins) ที่สร้างขึ้นระหว่างปี 1985 ถึง 1986 และบ้านูกาลุน (Gugalun House) ในเมืองแวร์ซัม ระหว่างปี 1990 ถึง 1994
การที่ผู้กำกับระดับตำนานอย่างวิม เวนเดอร์สเลือกใช้เวลาถึง 14 ปีในการเจาะลึกผลงานของสถาปนิกคนเดียว สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมโยงอันลึกซึ้งระหว่างภาพยนตร์และสถาปัตยกรรม ซึ่งทั้งสองศาสตร์ต่างทำหน้าที่สร้างสรรค์พื้นที่และประสบการณ์ผ่านมุมมองของกาลเวลา การใช้เทคโนโลยีภาพยนตร์ 3 มิติในสารคดีเรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่ลูกเล่นทางเทคนิค แต่เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ผู้ชมสามารถสัมผัสสเกล วัสดุ และแสงเงาของสถาปัตยกรรมซุมทอร์เสมือนไปยืนอยู่ ณ สถานที่จริง
ในภาพยนตร์เรื่องนี้ วิม เวนเดอร์สระบุว่าตัวภาพยนตร์ไม่ได้ต้องการสอนอะไรผู้ชม แต่เป็นการมอบประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสที่ช่วยให้ซึมซับแง่มุมพื้นฐานเกี่ยวกับสถาปัตยกรรม โดยมีปีเตอร์ ซุมทอร์ หนึ่งในสถาปนิกผู้ยิ่งใหญ่ที่ยังมีชีวิตอยู่เป็นผู้นำทางในการเดินทางครั้งนี้ ภาพยนตร์ยังพาไปสำรวจพื้นที่ทางศาสนาอื่นๆ เช่น โบสถ์สนามบรุดเดอร์ คลอส (Bruder Klaus Field Chapel) ในประเทศเยอรมนี ซึ่งสร้างขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 2000
นอกจากนี้ สารคดียังเจาะลึกผลงานพื้นที่ทางวัฒนธรรมและพิพิธภัณฑ์ทั่วโลก เช่น พิพิธภัณฑ์ศิลปะเบรเกนซ์ (Bregenz Art Museum) ในอประเทศออสเตรีย ที่มีผนังกระจกโปร่งแสงสะท้อนแสงธรรมชาติและทะเลสาบคอนสตันซ์ รวมถึงพิพิธภัณฑ์ศิลปะโคลุมบา (Kolumba Art Museum) ในเมืองโคโลญ ประเทศเยอรมนี ซึ่งซุมทอร์ได้ผสานซากปรักหักพังของโบสถ์เก่าเข้ากับการออกแบบสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ในช่วงปลายทศวรรษ 1980 ถึง 1990 และโครงการส่วนขยายที่มูลนิธิบายเอเลอร์ (Fondation Beyeler) ในเมืองรีเฮน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ที่มีกำหนดเสร็จสมบูรณ์ในปี 2026 นี้
ที่มา: designboom
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น