ข้ามไปเนื้อหาหลัก

อังกฤษไม่สนับสนุนดีลน้ำมันรัสเซียของทรัมป์ ย้ำความสัมพันธ์ยูเครน

รัฐมนตรีสหราชอาณาจักรระบุรัฐบาลลอนดอนไม่เห็นด้วยกับข้อตกลงน้ำมันสหรัฐฯ-รัสเซีย พร้อมเตรียมแผนเพิ่มงบกลาโหมรับมือภัยคุกคามปี 2030

เรียบเรียงโดย AI
Inewgen
11 Oct 2026ที่มา: BBC Politics2 นาทีอ่าน (0 ครั้ง)
แชร์
อังกฤษไม่สนับสนุนดีลน้ำมันรัสเซียของทรัมป์ ย้ำความสัมพันธ์ยูเครน

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ขนาดตัวอักษร
  • อังกฤษยืนยันไม่สนับสนุนข้อตกลงซื้อขายน้ำมันระหว่างสหรัฐฯ และรัสเซีย
  • ประธานาธิบดีเซเลนสกีชี้ดีลดังกล่าวช่วยให้มอสโกหารายได้สนับสนุนสงคราม
  • สหราชอาณาจักรวางแผนเพิ่มงบกลาโหมแตะ 3% ของรายได้ประชาชาติภายในปี 2030

รัฐบาลสหราชอาณาจักรออกมาแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่าไม่สนับสนุนข้อตกลงด้านพลังงานระหว่างสหรัฐอเมริกาและรัสเซีย ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อช่วยลดราคาน้ำมันภายในสหรัฐฯ ที่ปรับตัวสูงขึ้นจากผลกระทบของความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน โดยการเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นในช่วงที่นักการเมืองทั่วโลกกำลังเผชิญกับแรงกดดันเรื่องค่าครองชีพ และโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ต้องเตรียมตัวเผชิญกับการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายน

ด้านประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ข้อตกลงดังกล่าวว่าเปิดโอกาสให้มอสโกสามารถระดมทุนเพื่อจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ใหม่สำหรับใช้ทำสงครามต่อไป ส่งผลให้โดนัลด์ ทรัมป์ ตอบโต้ด้วยการเสนอว่าถึงเวลาแล้วที่ยูเครนควรจะได้ผู้นำคนใหม่ที่จะสามารถบรรลุข้อตกลงยุติความขัดแย้งระยะยาวนี้ได้

British parliament building London exterior

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ในเรื่องนี้ ทางการอังกฤษมองว่าสิทธิในการเลือกผู้นำเป็นเรื่องของชาวเซเลนสกีและประชาชนยูเครน พร้อมทั้งชื่นชมว่ายูเครนโชคดีที่มีผู้นำซึ่งเปี่ยมด้วยความกล้าหาญและความซื่อสัตย์ในการนำทัพสู้รบ นอกจากนี้ยังเน้นย้ำว่าความรับผิดชอบทั้งหมดต่อสงครามครั้งนี้อยู่ที่ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน และความทะเยอทะยานเชิงจักรวรรดินิยมของเขาแต่เพียงผู้เดียว

ความขัดแย้งทางนโยบายระหว่างสหรัฐฯ และพันธมิตรยุโรปอย่างสหราชอาณาจักรในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการรักษาเอกภาพของชาติตะวันตก ท่ามกลางแรงกดดันภายในประเทศเรื่องราคาน้ำมันและเงินเฟ้อ ซึ่งการที่สหรัฐฯ ต้องบริหารจัดการราคาน้ำมันเพื่อคะแนนนิยมทางการเมือง อาจสร้างรอยร้าวและความกังวลใจให้กับชาติพันธมิตรที่กำลังเผชิญภัยคุกคามโดยตรงจากรัสเซียในยุโรป

ในส่วนของสถานการณ์ความมั่นคงภายในประเทศ สหราชอาณาจักรจำเป็นต้องวางแผนงบประมาณด้านกลาโหมโดยตั้งอยู่บนสมมติฐานว่ารัสเซียอาจเปิดฉากโจมตีประเทศสมาชิกนาโต (Nato) ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมด 32 ประเทศ ภายในปี 2030 โดยรัฐบาลเตรียมที่จะปิดช่องว่างทางการเงินมูลค่า 4,700 ล้านปอนด์สำหรับแผนการลงทุนด้านกลาโหม และตั้งเป้าเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมแตะระดับ 3.5% ของรายได้ประชาชาติภายในปี 2035

ที่มา: BBC Politics

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น
0/2000

พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้