เกษตรกรโคนมสหรัฐฯ อ่วมต้นทุนพุ่งและนโยบายทรัมป์
ปศุสัตว์เนบราสกาเผชิญภัยแล้ง ราคาเหล็กและดีเซลพุ่ง รวมถึงการนำเข้าเนื้อวัวปลอดภาษี 3 แสนตัน จนเกษตรกรเริ่มทบทวนความภักดีทางการเมือง

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- ปศุสัตว์เนบราสการับมือต้นทุนเหล็กและดีเซลพุ่งสูงจากมาตรการภาษีและสงคราม
- รัฐบาลทรัมป์ประกาศนำเข้าเนื้อวัวต่างชาติปลอดภาษี 300,000 เมตริกตัน
- เกษตรกรในรัฐที่เคยหนุนทรัมป์เริ่มลังเลและทบทวนจุดยืนทางการเมือง
- ผู้เลี้ยงสูญเสียเงินหลายร้อยดอลลาร์ต่อวัวหนึ่งตัวในภาวะตลาดขาลง
อุตสาหกรรมการเกษตรในรัฐเนบราสกา ประเทศสหรัฐอเมริกา กำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งใหญ่เมื่อ Yvette Mannon เจ้าของฟาร์มโคเนื้อวัยเกษียณที่ซื้อกิจการมาตั้งแต่ปี 2002 ต้องพบกับความเสียหายครั้งใหญ่จากเหตุไฟป่าในเดือนเมษายน ซึ่งทำลายพื้นที่หญ้าเลี้ยงสัตว์ไป 1,600 เอเคอร์ และแนวรั้วยาวถึง 21 กิโลเมตร แม้วัว 300 ตัวของเธอจะรอดชีวิต แต่เธอกลับต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายมหาศาลในการซ่อมแซมฟาร์ม
สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงเมื่อราคาเหล็กพุ่งสูงขึ้นจากผลกระทบของมาตรการกำแพงภาษีภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทำให้เธอต้องใช้เงินมากกว่า 300,000 ดอลลาร์ หรือคิดเป็น 4.89 ดอลลาร์ต่อฟุตในการสร้างรั้วใหม่ ประกอบกับราคาดีเซลที่ทะยานขึ้นกว่า 40% จากปีก่อนหน้าเนื่องจากสงครามอิหร่าน ทำให้เธอต้องเปลืองค่าใช้จ่ายในการขับรถแทรกเตอร์ส่งหญ้าให้วัวทุกวัน เนื่องจากทุ่งหญ้าเดิมถูกไฟไหม้เสียหายทั้งหมด

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
วิกฤตยังไม่จบเพียงแค่นั้น เมื่อในเดือนสิงหาคม รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศแผนนำเข้าเนื้อวัวต่างชาติปลอดภาษีจำนวน 300,000 เมตริกตัน เพื่อพยายามกดราคาสินค้าอุปโภคบริโภคให้ต่ำลง ซึ่งการประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นช่วงก่อนฤดูกาลหย่านมและขายลูกโคในเดือนกันยายนถึงพฤศจิกายนพอดี สร้างความรู้สึกเจ็บปวดให้กับเกษตรกรในพื้นที่อย่างมาก
"มันให้ความรู้สึกเหมือนกับการถูกหักหลัง"
Yvette Mannon
ความกดดันรอบด้านเหล่านี้ทำให้เสียงสะท้อนจากเกษตรกรและผู้เลี้ยงปศุสัตว์ทั่วสหรัฐฯ ระบุตรงกันว่าพวกเขาถูกซ้ำเติมจากหลายทาง ทั้งปัญหาภัยแล้งที่กัดกินพืชผล ปริมาณโคในประเทศที่อยู่ในระดับต่ำเป็นประวัติการณ์ และนโยบายจากภาครัฐที่เพิ่มภาระต้นทุนให้สูงขึ้นไปอีก จนทำให้ฐานเสียงสำคัญในรัฐเนบราสกา ซึ่งเคยเทคะแนนให้ทรัมป์อย่างล้นหลามในการเลือกตั้งครั้งก่อน เริ่มหันมาทบทวนความภักดีทางการเมืองของตนเอง
การที่รัฐเนบราสกากล่าวถึงในฐานะฐานเสียงรีพับลิกันที่แข็งแกร่งแต่เริ่มสั่นคลอน สะท้อนให้เห็นพลวัตทางการเมืองในพื้นที่ชนบทของสหรัฐฯ (Farm Belt) ที่คะแนนเสียงไม่ได้ผูกขาดกับพรรคใดพรรคหนึ่งเสมอไปหากนโยบายเศรษฐกิจระดับมหภาคส่งผลกระทบต่อปากท้องของเกษตรกรโดยตรง ปัจจัยเรื่องสงครามและการค้าระหว่างประเทศมักส่งผ่านต้นทุนมายังปัจจัยการผลิตขั้นพื้นฐานอย่างรวดเร็ว
ในขณะเดียวกัน James Mitchell ผู้ช่วยศาสตราจารย์และนักเศรษฐศาสตร์การเกษตรจากมหาวิทยาลัยอาร์คันซอ ได้ระบุถึงวัฏจักรราคาโคว่ามักจะดำเนินเป็นรอบ 10-12 ปี ซึ่งอุตสาหกรรมเพิ่งผ่านพ้นช่วงเวลาที่ทำกำไรได้ดีจากภาวะผลผลิตน้อยและความต้องการสูง แต่ปัจจุบันตลาดได้เข้าสู่ช่วงขาลงอย่างชัดเจน ผู้ผลิตจำนวนมากกำลังขาดทุนหลายร้อยดอลลาร์ต่อโคหนึ่งตัวจากสภาพตลาดที่ผันผวน
ที่ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ใกล้เมืองเล็กซิงตัน รัฐเนบราสกา Jake Wolfinger วัย 45 ปี ผู้บริหารฟาร์มขนาด 5,500 ตัว ยอมรับว่าเขาไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่าปัญหาจากสงครามอิหร่าน กำแพงภาษี และการนำเข้าเนื้อวัวจะเกิดขึ้นพร้อมกัน จนทำให้เครื่องจักรบางตัวต้องใช้น้ำมันถึง 400 แกลลอนต่อวัน เช่นเดียวกับ Duane Kimball เกษตรกรวัย 54 ปีจากเมืองคัลลาเวย์ ที่สะท้อนว่าต้นทุนที่เพิ่มขึ้นรายวันทำให้หลายคนต้องกลับไปธนาคารเพื่อเพิ่มวงเงินสินเชื่อ
ที่มา: BBC Science & Environment
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น