Skift Travel Health Index: รายได้ท่องเที่ยวโตสวนทางปริมาณ
รายงาน Skift Travel Health Index ชี้เดือนสิงหาคม 2026 ดัชนีท่องเที่ยวโลกทรงตัวที่ 100 แม้ปริมาณนักท่องเที่ยวชะลอตัว แต่รายได้พุ่งจากราคาตั๋วและโรงแรมที่สูงขึ้น

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- ดัชนี Skift Travel Health Index เดือนสิงหาคม 2026 ทรงตัวที่ 100 เท่ากับปีก่อน
- มูลค่าธุรกรรมเที่ยวบินพุ่งสูงในแคนาดา (25%) และอิตาลี (20%) แต่ดิ่งลง 21% ในสหราชอาณาจักร
- ราคาตั๋วเครื่องบินและค่าโรงแรมอุ้มรายได้อุตสาหกรรม ท่ามกลางปริมาณการเดินทางที่เติบโตช้าลง
อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทั่วโลกในปัจจุบันกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เมื่อรายงานล่าสุดจาก Skift Travel Health Index เปิดเผยว่า ตัวเลขดัชนีภาพรวมในเดือนสิงหาคม 2026 อยู่ที่ระดับ 100 ซึ่งทรงตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม ภายใต้ความนิ่งของตัวเลขภาพรวมนี้ กลับมีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงซ่อนอยู่ตามภูมิภาคต่างๆ และพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
รายงานระบุว่า รายได้จากภาคการท่องเที่ยวที่ยังคงเติบโตได้นั้น เป็นผลมาจากการปรับตัวสูงขึ้นของราคาตั๋วเครื่องบินและค่าที่พักเป็นหลัก ไม่ใช่เพราะจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคเริ่มมีความระมัดระวังและเลือกสรรมากขึ้นในการวางแผนเดินทางท่องเที่ยวแต่ละครั้ง
ข้อมูลเชิงลึกจากพาร์ทเนอร์อย่าง Nium ระบุว่า มูลค่าธุรกรรมเที่ยวบินในช่วงเดือนมกราคมถึงสิงหาคม 2026 มีความเหลื่อมล้ำกันมากในแต่ละประเทศ โดย:
- แคนาดาเติบโตสูงถึง 25%
- อิตาลีเติบโต 20%
- ญี่ปุ่นเติบโต 17%
- สหราชอาณาจักรปรับตัวลดลง 21%
- เยอรมนีมีตัวเลขทรงตัวใกล้เคียงเดิม
ในขณะเดียวกัน ข้อมูลจาก Travel Trends Advisory และ Sherpa ชี้ว่าปริมาณการจราจรทางอากาศทั่วโลกปรับตัวลดลง 2% เมื่อเทียบรายปีในเดือนมิถุนายน และฟื้นตัวขึ้นเพียง 0.2% ในเดือนกรกฎาคม ประกอบกับต้นทุนน้ำมันเครื่องบินที่พุ่งสูงกว่าปีที่ผ่านมาถึง 52% กลายเป็นแรงกดดันสำคัญต่อสายการบิน

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
ทางด้านธุรกิจโรงแรม CoStar และ Tourism Economics ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์ตัวเลข RevPAR (รายได้เฉลี่ยต่อห้องพักที่มีทั้งหมด) ของสหรัฐอเมริกาในปี 2026 ขึ้นมาอยู่ที่ 4.4% ซึ่งการเติบโตนี้มาจากอัตราค่าห้องพักที่สูงขึ้น ไม่ใช่อัตราการเข้าพักที่เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด ยิ่งไปกว่านั้น ตัวเลข GOPPAR (กำไรจากการดำเนินงานขั้นต้นต่อห้องพักที่มี) ที่ปรับตามอัตราเงินเฟ้อแล้ว ยังคงอยู่ต่ำกว่าระดับในปี 2019
ปรากฏการณ์ที่รายได้ภาคท่องเที่ยวเติบโตได้ทั้งที่ปริมาณนักท่องเที่ยวไม่ได้เพิ่มขึ้น สะท้อนถึงการพึ่งพา "กำลังซื้อจากกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีฐานะร่ำรวย" เป็นหลัก ผู้ประกอบการโรงแรมและสายการบินจึงต้องปรับกลยุทธ์เน้นเจาะกลุ่มลูกค้าระดับบนที่ยังมีกำลังใช้จ่ายสูง แทนที่จะเน้นการทำตลาดเพื่อดึงปริมาณคนจำนวนมากเหมือนในอดีต ซึ่งอาจไม่ใช่แนวทางที่ยั่งยืนในระยะยาวหากกลุ่มลูกค้าระดับกลางถึงล่างถูกบีบด้วยปัญหาค่าครองชีพ
นอกจากนี้ ผลสำรวจ Deloitte Summer Travel Survey ประจำปี 2026 ยังพบว่า ชาวอเมริกันจำนวนน้อยลงที่เลือกพักแรมในที่พักแบบมีค่าใช้จ่ายในช่วงฤดูร้อนเนื่องจากปัญหาเรื่องต้นทุน แต่กลุ่มคนที่เดินทางกลับมีงบประมาณในการใช้จ่ายที่สูงขึ้นกว่าเดิมตอกย้ำให้เห็นถึงเทรนด์การท่องเที่ยวแบบเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณอย่างชัดเจน
ที่มา: Skift
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น