พ.ต.อ.ทวี จี้หยุดโค่นยางทุ่งใหญ่ หวั่นกระทบรายได้ชาวสวน
พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เรียก 5 หน่วยงานรัฐชะลอตัดโค่นต้นยางในป่าคลองกรุงหยัน อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช หวั่นกระทบลูกจ้างกรีดยาง 66 คนและครอบครัว 200 ชีวิต

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง จี้หน่วยงานรัฐระงับการตัดโค่นต้นยางในสวน กยท. ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช
- กระทบลูกจ้างกรีดยาง 66 คน และครอบครัวราว 200 ชีวิตที่ต้องพึ่งพารายได้จากยางพารา 131,128 ต้น
- ติดปัญหากรรมสิทธิ์ต้นยางยังขัดแย้งระหว่างจังหวัดกับ กยท. ที่ยังรอข้อยุติจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ
- เรียกร้องให้กระทรวงเกษตรฯ กรมป่าไม้ และ อ.อ.ป. เปิดเผยเอกสารและจัดแผนรองรับรายได้ก่อนดำเนินการ
วันที่ 12 ตุลาคม 2569 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องพิจารณาระงับการตัดโค่นต้นยางพาราในพื้นที่ป่าคลองกรุงหยัน อำเภอทุ่งใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช ไว้ก่อน เนื่องจากข้อพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์ยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน และส่งผลกระทบโดยตรงต่อปากท้องของประชาชนในพื้นที่ซึ่งเสี่ยงต่อการสูญเสียอาชีพ
ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังจากที่มีใบอนุญาตทำไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ แบบ ป.ส. 2 เล่มที่ พ 002 ฉบับที่ 09 ลงวันที่ 10 กันยายน 2569 อนุญาตให้องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ หรือ อ.อ.ป. เข้าดำเนินการทำไม้ยางพาราจำนวน 131,128 ต้น ในขณะที่ทางหนังสือกองจัดการสวนยาง 2 ของการยางแห่งประเทศไทย หรือ กยท. ลงวันที่ 5 ตุลาคม 2569 ได้ทำหนังสือขอระงับการทำไม้ในพื้นที่ 2,107 ไร่ 86 ตารางวา โดยยืนยันว่าทาง กยท. ยังคงเป็นผู้ครอบครองและเก็บเกี่ยวผลผลิต รวมถึงยังไม่มีการส่งมอบพื้นที่ให้กับทางจังหวัดแต่อย่างใด
แม้ว่าจะมีคำวินิจฉัยข้อพิพาทระหว่างหน่วยงานรัฐที่รองรับอำนาจของกรมป่าไม้ในการอนุญาตให้จังหวัดใช้พื้นที่เพื่อจัดที่ดินทำกินแล้ว แต่ประเด็นกรรมสิทธิ์ในตัวต้นยางยังคงมีความเห็นที่แตกต่างกันอย่างมาก ทางจังหวัดมองว่าต้นยางเป็นส่วนควบของที่ดิน แต่ทาง กยท. ยืนยันหนักแน่นว่าเป็นทรัพย์สินที่ปลูกสร้างขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมายในระหว่างที่ได้รับอนุญาต พร้อมกับได้ยื่นเรื่องขอหารือไปยังกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแล้ว ทำให้ทุกฝ่ายต้องรอความชัดเจนและข้อยุติตรงนี้ก่อนจะตัดโค่นต้นยางที่ไม่สามารถเรียกคืนได้อีก

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
ในประเด็นข้อกฎหมาย พ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 มาตรา 68 ได้กำหนดให้มีการโอนทรัพย์สิน สิทธิ และภาระผูกพันขององค์การสวนยางเดิมมายัง กยท. ขณะที่มาตรา 8 (3) ระบุถึงภารกิจในการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางเพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิต แม้กฎหมายเหล่านี้จะไม่ได้ทำให้ที่ดินป่าสงวนกลายเป็นกรรมสิทธิ์ของ กยท. โดยตรง แต่หน่วยงานก็จำเป็นต้องตรวจสอบสิทธิในต้นยาง ตลอดจนสัญญาจ้างกรีดและภาระผูกพันต่างๆ ให้รอบคอบครบถ้วนเสียก่อน
"รัฐยังโต้แย้งสิทธิ แต่คนกรีดยางเสี่ยงหมดอาชีพ — หยุดตัดโค่นต้นยางในสวน กยท. ทุ่งใหญ่ไว้ก่อน"
พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง
กรณีพิพาทเรื่องที่ดินป่าสงวนและสิทธิในผลผลิตทางการเกษตรระหว่างหน่วยงานรัฐด้วยกันเอง สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนในการบูรณาการกฎหมายหลายฉบับ เช่น พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ และ พ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย ซึ่งมักสร้างความกังวลให้แก่ประชาชนผู้ทำกินในพื้นที่ระยะยาว การที่ตัวแทนภาครัฐออกมาทักท้วงจึงเป็นกลไกสำคัญในการป้องกันความเสียหายทางเศรษฐกิจระดับรากหญ้า ก่อนที่กระบวนการทางกฎหมายจะได้รับการวินิจฉัยอย่างเบ็ดเสร็จ
นอกจากนี้ ยังมีข้อร้องเรียนที่น่ากังวลเกี่ยวกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการเข้าตัดไม้ของ อ.อ.ป. ได้นำอาวุธปืนมาพักเฝ้าอยู่ในแปลงยาง ซึ่งอาจนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงและการเผชิญหน้าในพื้นที่ ทางการจึงต้องเร่งตรวจสอบและป้องกันไม่ให้ข้อพิพาทเรื่องทรัพย์สินบานปลายกลายเป็นความสูญเสียต่อชีวิตของประชาชน พร้อมกันนี้ยังมีการเปรียบเทียบกับสวนปาล์มเอกชนในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี กระบี่ และชุมพร ที่สมาคมคนไทยไร้ที่ทำกินระบุว่ามีพื้นที่หมดอายุอนุญาตถึง 35 แปลง รวมพื้นที่กว่า 266,618 ไร่ ซึ่งยังคงรอการจัดสรรจากรัฐ ทำให้เกิดคำถามถึงความโปร่งใสและมาตรฐานในการบริหารจัดการทรัพยากรระหว่างทุนใหญ่กับประชาชนผู้ยากไร้
ท้ายที่สุด พ.ต.อ.ทวี ได้เสนอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กยท. กรมป่าไม้ อ.อ.ป. และจังหวัดนครศรีธรรมราช ร่วมมือกันชะลอการตัดโค่นและขนย้ายไม้ในแปลงที่มีปัญหาข้อโต้แย้ง เปิดเผยแผนที่และเอกสารอนุมัติอย่างโปร่งใส พร้อมทั้งร่วมมือกับคนกรีดยางในการตรวจสอบสิทธิและจัดทำแผนรองรับรายได้ โดยมีฝ่ายปกครองและตำรวจคอยคุ้มครองความปลอดภัย เพื่อให้โครงการจัดที่ดินทำกินของรัฐตอบโจทย์การสร้างโอกาสอย่างแท้จริง
ที่มา: Khaosod Politics
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น