ทีมนักสำรวจเกาะนิคูมาโรกิไขปริศนา Amelia Earhart
ทีมนักวิจัยจาก ALI และมหาวิทยาลัย Purdue เดินทางถึงเกาะนิคูมาโรกิ ประเทศคิริบาส เพื่อตรวจสอบวัตถุต้องสงสัยว่าเป็นเครื่องบินของ Amelia Earhart ที่หายสาบสูญไปตั้งแต่ปี 1937 ท่ามกลางอุปสรรคจากปูมะพร้าวขนาดใหญ่และปรากฏการณ์เอลนีโญ

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- ทีมนักวิจัยจาก Archaeological Legacy Institute และ Purdue University เดินทางถึงเกาะนิคูมาโรกิในมหาสมุทรแปซิฟิก
- เป้าหมายหลักคือการตรวจสอบวัตถุ Taraia Object ที่พบจากภาพถ่ายดาวเทียมเมื่อปี 2020 ว่าเป็นซากเครื่องบินหรือไม่
- การปฏิบัติงานใช้เวลา 5 วัน โดยต้องเผชิญอุปสรรคจากปูมะพร้าวยักษ์และปรากฏการณ์เอลนีโญที่รุนแรง
- ทีมนักสำรวจต้องกลับมานอนพักบนเรือ Marin Mainiku ทุกคืนเพื่อความปลอดภัยจากปูมะพร้าวที่ออกหากินตอนกลางคืน
ทีมนักสำรวจและนักวิจัยนานาชาติได้เดินทางถึงเกาะนิคูมาโรกิ เกาะห่างไกลในมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของประเทศคิริบาส เพื่อเริ่มต้นภารกิจสำคัญในการตรวจสอบซากวัตถุปริศนาที่อาจเป็นเครื่องบินของ Amelia Earhart นักบินหญิงผู้โด่งดังซึ่งหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยขณะพยายามบินรอบโลกเมื่อปี 1937 โดยการเดินทางครั้งนี้ใช้เรือ Marin Mainiku เดินทางข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกใต้เป็นระยะทาง 830 ไมล์ทะเล ใช้เวลาเดินทางนาน 5 วันเต็ม
ภารกิจดังกล่าวเป็นการร่วมมือกันระหว่าง Archaeological Legacy Institute (ALI) และ Purdue University ถือเป็นการเดินทางเข้ามายังเกาะนิคูมาโรกิอย่างเป็นทางการครั้งแรกในรอบ 7 ปี และเป็นการเยือนคาบสมุทร Taraia เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 15 ปี โดย Rick Pettigrew หัวหน้าคณะสำรวจ ได้ระบุผ่านบล็อกโพสต์ว่า การได้เข้าใกล้ช่วงเวลาแห่งการไขปริศนาประวัติศาสตร์ที่ยาวนานกว่า 89 ปีนี้ ถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของทีมงาน

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
เป้าหมายหลักของทีมคือการตรวจสอบวัตถุที่เรียกว่า Taraia Object ซึ่งถูกพบครั้งแรกบริเวณขอบทะเลสาบบนเกาะนิคูมาโรกิจากภาพถ่ายดาวเทียมในปี 2020 แม้ว่าบางคนจะเชื่อว่านี่คือซากเครื่องบิน Lockheed Electra ของ Earhart แต่ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนยังคงแสดงความสงสัยและตั้งทฤษฎีว่ามันอาจเป็นเพียงท่อนไม้ที่หักโค่นลงมาเท่านั้น
ในวันแรกของการทำงานบนเกาะ ทีมงานมุ่งเน้นไปที่การขนย้ายอุปกรณ์ การกำจัดวัชพืช และการตั้งฐานปฏิบัติการ โดยกลุ่มนักวิจัยกลุ่มหนึ่งต้องตัดเส้นทางผ่านผืนป่าทึบ ก่อนจะเปลี่ยนเป้าหมายไปค้นหาหลักฐานทางแม่เหล็กและโลหะบนคาบสมุทร Taraia ในวันพุธ และขั้นตอนสุดท้ายคือการใช้อุปกรณ์ขุดลอกตะกอนเพื่อตรวจสอบวัตถุลึกลับด้วยสายตา ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากฝั่งเพียง 10 ฟุต และอยู่ในน้ำตื้นราว 5 ฟุตขึ้นอยู่กับระดับน้ำขึ้นน้ำลง
"It is incredibly rewarding to be this close to completing our inspection of the Taraia Object and potentially solving, at long last, the outstanding mystery..."
Rick Pettigrew
การหายตัวไปของ Amelia Earhart และ Fred Noonan ผู้ช่วยนักนำทาง ในระหว่างการเดินทางข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกเพื่อไปยังเกาะ Howland เพื่อเติมเชื้อเพลิง ได้สร้างความสงสัยและทฤษฎีสมคบคิดมานานหลายทศวรรษ แม้ว่าคำอธิบายอย่างเป็นทางการจะระบุว่าน้ำมันหมดและเครื่องบินตกทะเลเนื่องจากปัญหาด้านการสื่อสาร แต่การค้นพบบนเกาะนิคูมาโรกิครั้งนี้อาจช่วยปิดตำนานหน้าประวัติศาสตร์การบินครั้งนี้ได้ หากวัตถุดังกล่าวได้รับการยืนยันว่าเป็นซากเครื่องบินจริงๆ
อย่างไรก็ตาม ภารกิจนี้ไม่ได้ไร้อุปสรรค เพราะนอกจากสภาพอากาศจากปรากฏการณ์เอลนีโญที่บันทึกไว้ว่ารุนแรงที่สุดเป็นประวัติการณ์แล้ว ทีมงานยังต้องเผชิญกับภัยคุกคามจากปูมะพร้าว (Coconut crabs) หรือปูปล้น ซึ่งเป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังบนบกที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีช่วงขาวยาวถึง 1 เมตร น้ำหนักตัวมากกว่า 4 กิโลกรัม และมีก้ามทรงพลังที่สามารถยกน้ำหนักได้ถึง 28 กิโลกรัม เจ้าปูยักษ์เหล่านี้จะออกหากินเวลากลางคืนเพื่อล่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กและนกทะเลเป็นเหยื่อ ทำให้ทีมนักสำรวจไม่สามารถนอนค้างบนเกาะได้ และต้องกลับมานอนพักบนเรือ Marin Mainiku ทุกคืนเพื่อความปลอดภัย
ที่มา: BBC Science & Environment
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น