มอสโกยังนิ่งเงียบปมข้อตกลงหยุดยิงด้านพลังงานของโดนัลด์ ทรัมป์
เครมลินยังไม่ยืนยันข้อตกลงหยุดยิงด้านพลังงานที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศ ท่ามกลางโดรนยูเครนถล่มโรงกลั่นรัสเซียและดีลดีเซลสหรัฐฯ

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- โดนัลด์ ทรัมป์ อ้างว่ามีการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงด้านพลังงานแล้ว แต่เคียฟตั้งคำถามว่าจริงหรือไม่
- ดิมิทรี เพสโคฟ โฆษกเครมลิน ระบุเพียงว่าการติดต่อยังดำเนินอยู่และจะแจ้งให้ทราบเมื่อมีข้อมูล
- สื่อโปรเครมลินมองว่ารัสเซียได้เปรียบเนื่องจากโรงกลั่นยูเครนเสียหายหนักอยู่แล้ว
- เซเลนสกีเผยรัสเซียโจมตีเป้าหมายพลังงาน 6 แห่ง นับตั้งแต่ทรัมป์ประกาศข้อตกลง
หลังจากที่โดนัลด์ ทรัมป์ ออกมากล่าวอ้างว่าได้มีการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงด้านพลังงานเกิดขึ้นแล้ว ฝั่งของทางการยูเครนหรือเคียฟก็ได้ออกมาตั้งคำถามในทันทีว่าข้อตกลงดังกล่าวเกิดขึ้นจริงหรือไม่ โดยยูเครนแสดงความพร้อมที่จะลงนามร่วมด้วยหากฝั่งรัสเซียยินยอมปฏิบัติตามเช่นกัน

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
ในระหว่างการประชุมทางโทรศัพท์ประจำวันกับสื่อมวลชน ดิมิทรี เพสโคฟ โฆษกส่วนตัวของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ถูกซักถามถึงประเด็นข้อตกลงหยุดยิงด้านพลังงานที่มีการกล่าวถึง โดยเพสโคฟได้ตอบกลับเพียงสั้นๆ ว่าการติดต่อสื่อสารระหว่างกันยังคงดำเนินต่อไป และทันทีที่มีความคืบหน้าหรือข้อมูลใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ ทางการจะแจ้งให้ทราบอย่างแน่นอน
แม้ว่าทางโฆษกเครมลินจะยังคงสงวนท่าทีและไม่ได้ให้รายละเอียดที่ชัดเจนอะไรมากนัก แต่สำนักข่าวที่สนับสนุนรัฐบาลอย่าง มอสคอฟสกี คอมโซโมเลตส์ กลับวิเคราะห์สถานการณ์นี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า ฝั่งรัสเซียคือผู้ที่ได้รับประโยชน์จากสถานการณ์ดังกล่าวอย่างชัดเจน
"แน่นอนว่าเราได้ประโยชน์ มันหมายความว่าสิ่งเดียวที่รัสเซียต้องทำคือการไม่ทำลายโรงกลั่นน้ำมันแห่งสุดท้ายที่เหลืออยู่ของยูเครน"
Moskovsky Komsomolets
สื่อดังกล่าวระบุเพิ่มเติมว่าโรงกลั่นแห่งสุดท้ายของยูเครนนั้นถูกโจมตีมาแล้วหลายครั้งและแทบจะไม่สามารถเปิดใช้งานได้ตามปกติแล้ว ในขณะที่เคียฟจะไม่มีสิทธิโจมตีโรงกลั่นจำนวนมากที่มีอยู่ทั่วประเทศรัสเซีย โดยในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา การโจมตีด้วยโดรนระยะไกลของยูเครนใส่โครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันของรัสเซียได้สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง รวมถึงส่งผลให้เกิดปัญหาขาดแคลนเชื้อเพลิงภายในประเทศรัสเซียเองด้วย
ข้อตกลงหยุดยิงด้านพลังงานที่ทรัมป์ผลักดันสะท้อนความพยายามในการควบคุมราคาน้ำมันภายในสหรัฐฯ ผ่านการนำเข้าน้ำมันดีเซลจากรัสเซีย ทว่านักวิเคราะห์หลายฝ่ายยังคงสงสัยว่าปริมาณน้ำมันดังกล่าวจะมากพอที่จะกดราคาน้ำมันให้ลดลงได้จริงหรือไม่ ประกอบกับความตึงเครียดทางการเมืองที่รัสเซียอาจใช้ประโยชน์จากความไม่พอใจของทำเนียบขาวเพื่อลดการสนับสนุนด้านข่าวกรองและอาวุธที่ยูเครนได้รับจากชาติตะวันตก
ในขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน ได้ออกมาเรียกร้องให้มีการหยุดยิงเป็นเวลา 60 วัน เพื่อเปิดทางให้มีการจัดเลือกตั้งประธานาธิบดีในยูเครน แต่ทางเครมลินกลับเสนอการหยุดยิงเพียงแค่วันเดียวเท่านั้น ซึ่งข้อเสนอดังกล่าวถูกมองว่าไม่จริงจังจากทั้งฝั่งยูเครนและชาติตะวันตก
ปูตินยังคงแสดงท่าทีว่าไม่ได้มีความต้องการที่จะยุติการสู้รบแต่อย่างใด โดยถ้อยแถลงและสัญญาณต่างๆ บ่งชี้ว่าเมื่อฤดูหนาวกำลังคืบคลานเข้ามา ทางเครมลินยังคงมุ่งมั่นที่จะใช้ปฏิบัติการโจมตีอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มแรงกดดันต่อยูเครนให้ถึงที่สุด พร้อมกันนี้ เซเลนสกีได้ระบุว่านับตั้งแต่ที่ทรัมป์ประกาศเรื่องข้อตกลงหยุดยิง รัสเซียได้ทำการโจมตีเป้าหมายด้านพลังงานของยูเครนไปแล้วถึง 6 แห่งด้วยกัน
ที่มา: BBC World
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น