ไทยชูบทบาทตัวเชื่อมที่ไว้ใจได้ รับมือเศรษฐกิจโลกแตกแยก
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เผยคำขอลงทุนต่างชาติครึ่งแรกปี 2026 พุ่ง 47% ชูแนวทาง Turn Capital into Capabilities ในการประชุมธนาคารโลกที่กรุงเทพฯ

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- คำขอลงทุนต่างชาติในไทยครึ่งแรกปี 2026 เพิ่มขึ้น 47%
- ไทยมุ่งเป็นตัวเชื่อมที่ไว้ใจได้ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกแบ่งขั้ว
- ธนาคารโลกเผยตลาดเกิดใหม่จะมีประชากรบรรลุนิติภาวะ 1,200 ล้านคน
- อาศัยโครงการ Skill Bridge พัฒนาทักษะแรงงานให้ตรงใจนักลงทุน
คำขอลงทุนจากต่างประเทศที่ยื่นเข้ามาในไทยช่วงครึ่งแรกของปี 2026 มีอัตราเติบโตสูงถึง 47% ทว่าสำหรับ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น โดยโจทย์ที่ท้าทายกว่าคือการผลักดันให้คำขอเหล่านั้นเกิดการลงทุนจริงในทางปฏิบัติ
หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญคือการตัดทอนกฎระเบียบและขั้นตอนที่เป็นอุปสรรค พร้อมกำหนดเงื่อนไขให้เงินทุนจากต่างประเทศเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาทักษะและความสามารถของคนไทยรวมถึงผู้ประกอบการในประเทศ
ประเด็นดังกล่าวได้รับการหยิบยกขึ้นมาอภิปรายในหัวข้อ Building Resilience in a Fragmented World ซึ่งจัดขึ้นระหว่างการประชุมประจำปี IMF และกลุ่มธนาคารโลก ณ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2026

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
การที่ประเทศไทยชูจุดยืนเป็น Trusted Connector ถือเป็นยุทธศาสตร์ที่น่าสนใจท่ามกลางความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยการใช้ความเป็นกลางทางเศรษฐกิจดึงดูดห่วงโซ่อุปทานที่กำลังกระจายตัวออกนอกประเทศมหาอำนาจ ขณะเดียวกันความท้าทายสำคัญคือการกระจายผลประโยชน์สู่ SMEs ท้องถิ่นอย่างแท้จริง ไม่ให้เกิดช่องว่างตามแนวคิด K-shaped Economy ที่ ดร.เอกนิติ ได้หยิบยกขึ้นมาเตือนสติประชาคมโลก
บนเวทีอภิปรายเดียวกันยังมีบุคคลสำคัญระดับโลกมาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ประกอบด้วย Kristalina Georgieva กรรมการผู้จัดการ IMF, Ajay Banga ประธานกลุ่มธนาคารโลก และ Riikka Purra รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังฟินแลนด์ โดยร่วมกันวิเคราะห์ถึงแนวทางการรับมือของแต่ละประเทศในวันที่เศรษฐกิจโลกเผชิญความแตกแยกและความไม่แน่นอนที่ทวีความรุนแรงขึ้น
ดร.เอกนิติ เริ่มต้นฉายภาพว่าโลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากการให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ มาสู่เรื่องความมั่นคงเป็นลำดับแรก ส่งผลให้หลายประเทศเลือกกระจายห่วงโซ่อุปทานแม้จะมีต้นทุนสูงขึ้น ซึ่งเขาเรียกว่าแนวโน้ม Buying Resilience โดยการเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลผ่านสามช่องทางหลัก ได้แก่ การค้า การเงิน และการลงทุน
ในด้านการค้า ดร.เอกนิติ ยกตัวอย่างประเทศไทยซึ่งเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ และต้องปรับตัวหันไปนำเข้าพลังงานจากแอฟริกาตะวันตกและลาตินอเมริกาเพิ่มขึ้นในช่วง 7-8 เดือนที่ผ่านมา พร้อมเปรียบเปรยว่าแม้บางประเทศจะสร้างกำแพงกีดกันทางการค้า ไทยก็จะพยายามสร้างสะพานเชื่อมข้ามกำแพงเหล่านั้น
ส่วนด้านการเงิน เขาชี้ว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปีในช่วง 7-8 เดือนที่ผ่านมา เพิ่มขึ้น 60 basis points หรือ 0.6 จุดเปอร์เซ็นต์ ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุเท่ากันเพิ่มขึ้น 120 basis points หรือ 1.2 จุดเปอร์เซ็นต์ ซึ่งสะท้อนถึงวินัยการคลังที่ไทยรักษาไว้เป็นอย่างดี
“โลกกำลังเปลี่ยนแปลงจากที่เคยให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ มาสู่ความมั่นคงเป็นอันดับแรก”
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ
นอกจากนี้ ดร.เอกนิติ ยังกล่าวถึงแนวคิด K-shaped Economy โดยระบุว่าประเทศและบริษัทขนาดใหญ่อยู่บนเส้นที่พุ่งขึ้น ขณะที่ประเทศเล็กและ SMEs เสี่ยงเคลื่อนลง ไทยจึงวางตำแหน่งตัวเองอยู่ตรงกลางเพื่อทำหน้าที่เป็น Trusted Connector หรือตัวเชื่อมที่ไว้ใจได้ พร้อมกับผลักดันนโยบาย Turn Capital into Capabilities ผ่านโครงการอย่าง Skill Bridge เพื่อเชื่อมโยงความต้องการของบริษัทต่างชาติเข้ากับมหาวิทยาลัยในประเทศ
ในมุมมองของ Ajay Banga ประธานกลุ่มธนาคารโลก ระบุว่าในอีก 12-15 ปีข้างหน้า จะมีประชากรในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ราว 1,200 ล้านคนทยอยมีอายุครบ 18 ปี ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยเงินลงทุนภาคเอกชนเข้ามาช่วยสร้างโอกาสการทำงาน เนื่องจากงบประมาณภาครัฐเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ และต้องอาศัยการทำงานร่วมกันภายใต้แนวคิดเก้าอี้สามขา
ที่มา: Techsauce
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น