เปรียบเทียบ Fitbit Edge กับ Charge 6 ต่างกันอย่างไร
เจาะลึก 4 ข้อดีและ 2 ข้อเสียของ Fitbit Edge รุ่นใหม่ล่าสุด เมื่อนำมาเทียบกับรุ่นพี่อย่าง Charge 6 มีฟีเจอร์ไหนถูกเพิ่มหรือตัดออกบ้าง

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- Fitbit Edge เปิดตัวใหม่หลังห่างหายจากตลาดสมาร์ทแวร์รอมาร่วม 3 ปีเต็ม
- มาพร้อมปุ่มกดจริงด้านข้างตัวเครื่อง ต่างจากระบบสัมผัสแบบ haptic ใน Charge 6
- ตัดฟีเจอร์ Google Wallet ออกไป แต่แก้ปัญหาเรื่องการควบคุมเพลงให้รองรับทุกแอปแล้ว
- เพิ่มเซนเซอร์วัดระดับความสูง (Altimeter) และปรับปรุงฮาร์ดแวร์ GPS ให้แม่นยำยิ่งขึ้น
แบรนด์ Fitbit ได้ห่างหายจากการปล่อยสมาร์ทแวร์สายรัดข้อมือฟิตเนสรุ่นใหม่ที่มีหน้าจอมานานถึง 3 ปีเต็ม จนกระทั่งล่าสุดทาง Google ได้ประกาศเปิดตัว Fitbit Edge ออกมาพร้อมเปิดให้สั่งซื้อล่วงหน้าแล้ว ซึ่งทำให้ผู้ใช้งานเดิมที่คุ้นเคยกับ Fitbit Charge 6 ต่างสงสัยว่าอุปกรณ์รุ่นใหม่นี้มีความแตกต่างและพัฒนาขึ้นจากรุ่นก่อนหน้าอย่างไรบ้าง
ในแง่ของการดีไซน์ Fitbit Edge ถูกวางตำแหน่งให้อยู่กึ่งกลางระหว่าง Fitbit Air รุ่นที่ไม่มีหน้าจอ กับหน้าจอโค้งมนของ Pixel Watch โดยใช้งานระบบปฏิบัติการตัวเดียวกับรุ่น Air ซึ่งรองรับการเชื่อมต่อกับทั้งสมาร์ตโฟนระบบ iOS และ Android ได้เป็นอย่างดี ทางผู้รีวิวจาก Lifehacker ได้มีโอกาสทดลองแกะกล่องและเปรียบเทียบจุดเด่นจุดด้อยระหว่างสองรุ่นนี้ให้เห็นกันชัดเจน
สำหรับจุดเด่น 4 ประการที่ทำให้ Fitbit Edge เหนือกว่า Charge 6 มีดังนี้:
- ปุ่มกดทางกายภาพ: ด้านขวาของตัวเครื่องมีปุ่มกดจริงที่ส่งเสียงคลิกชัดเจนเมื่อกด ต่างจาก Charge 6 ที่ใช้ปุ่มสัมผัสแบบสั่น (haptic nub) ซึ่งมักจะมีปัญหาในการใช้งานบ่อยครั้ง
- เซนเซอร์วัดความสูง (Altimeter): เป็นฮาร์ดแวร์ใหม่ที่ไม่ได้เห็นมาตั้งแต่รุ่น Charge 4 ช่วยวัดระดับความสูง จำนวนชั้นที่เดินขึ้น รวมถึงช่วยให้การติดตามการวิ่งหรือเดินเขาบนพื้นที่สูงมีความแม่นยำขึ้น
- ฮาร์ดแวร์ GPS ที่ดีขึ้น: แม้ทั้งสองรุ่นจะมี GPS ในตัว แต่ Charge 6 มักมีปัญหาแผนที่บิดเบี้ยวหากรัดข้อมือแน่นเกินไป ซึ่ง Google ยืนยันว่าฮาร์ดแวร์ GPS ใน Edge ถูกปรับปรุงให้ดีขึ้นกว่าเดิม
- การควบคุมเพลงอิสระ: ใน Charge 6 การควบคุมเพลงจำกัดไว้เฉพาะ YouTube Music และต้องเสียค่าสมาชิกรายเดือนเท่านั้น แต่ Fitbit Edge สามารถควบคุมเพลงที่เล่นอยู่บนมือถือได้ทุกแอปพลิเคชันเหมือนนาฬิกาทั่วไป

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
การที่ Google ตัดสินใจปรับปรุงฮาร์ดแวร์หลักๆ เช่น การเปลี่ยนมาใช้ปุ่มกดจริงและการเพิ่มเซนเซอร์วัดความสูง สะท้อนให้เห็นว่าทางค่ายรับฟังเสียงสะท้อนจากผู้ใช้งานจริงที่เคยประสบปัญหาความจุกจิกของปุ่มสัมผัสในรุ่นก่อนหน้า ขณะเดียวกัน การตัดฟีเจอร์กระเป๋าเงินดิจิทัลออกก็นับเป็นสัญญาณที่แสดงถึงการจัดลำดับความสำคัญของพื้นที่ภายในอุปกรณ์สำหรับการใช้งานด้านฟิตเนสหลักมากกว่า
"The altimeter is a brand-new bit of hardware in the Fitbit Edge. You have to go back to the Charge 4 to find a Fitbit tracker with an altimeter."
Beth Skwarecki, Lifehacker
อย่างไรก็ตาม Fitbit Edge ก็มีจุดด้อยที่ถูกตัดทอนลงไป 2 ประการเช่นกัน ได้แก่ การถอดฟีเจอร์ Google Wallet ออก ทำให้ผู้ใช้งานไม่สามารถแตะจ่ายเงินซื้อของผ่านข้อมือได้เหมือนในรุ่น Charge 6 และในส่วนของระบบนำทาง Google Maps นั้น จะยังไม่สามารถใช้งานได้ทันทีในวันเปิดตัว แม้ทาง Google จะระบุว่าจะตามมาในภายหลังก็ตาม
ที่มา: Lifehacker
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น