ทวี ชงล้างหนี้ กยศ. คืนสิทธิทางการศึกษา ชี้รัฐต้องสร้างคน
พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เสนอล้างหนี้ กยศ. อย่างยุติธรรมและเปลี่ยนเป็นรัฐสวัสดิการทางการศึกษา ชี้ผู้กู้อายุ 35 ปีขึ้นไปค้างหนี้กว่า 1.4 แสนล้านบาท

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เสนอแนวทางล้างหนี้ กยศ. อย่างยุติธรรมและคืนสิทธิทางการศึกษา
- ชี้กองทุน กยศ. ดำเนินงานมากว่า 30 ปี มีผู้กู้สะสมกว่า 7.4 ล้านคนทั่วประเทศ
- ข้อมูล ณ สิ้นปี 2568 มีผู้กู้อายุ 35 ปีขึ้นไปค้างชำระหนี้ 1,126,005 คน ยอดหนี้รวม 146,651 ล้านบาท
- เสนอเปลี่ยนจากกองทุนให้คนจนกู้เพื่อเรียน สู่รัฐสวัสดิการทางการศึกษาที่ลงทุนสร้างคน
วันที่ 14 ตุลาคม 2569 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชาติ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเรียกร้องให้มีการล้างหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือ กยศ. อย่างยุติธรรม พร้อมทั้งคืนสิทธิทางการศึกษาให้กับประชาชน โดยระบุว่ารัฐมีหน้าที่ต้องสร้างคนไม่ใช่สร้างหนี้ และไม่ควรปล่อยให้นโยบายของรัฐทำให้ความยากจนกลายเป็นหนี้ทางการศึกษาในระยะยาว
พ.ต.อ.ทวี ระบุว่า กยศ. ได้ดำเนินงานมาเป็นระยะเวลาประมาณ 30 ปีแล้ว และมีผู้กู้สะสมรวมกว่า 7.4 ล้านคน ซึ่งภาระหนี้สินดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะตัวผู้กู้เท่านั้น แต่ยังกระทบต่อรายได้ การออม และอนาคตของครอบครัวไทยในวงกว้าง ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 54 ได้กำหนดหน้าที่ของรัฐในการจัดการศึกษา สนับสนุนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ และลดความเหลื่อมล้ำ รัฐจึงไม่ควรผลักดันต้นทุนการศึกษาให้ผู้ที่เกิดมายากจนต้องแบกรับภาระหนี้ระยะยาว
นอกจากนี้ ตาม พ.ร.บ. กยศ. มาตรา 43 ได้กำหนดให้ค่าเล่าเรียนจ่ายแก่สถานศึกษาโดยตรง ส่วนค่าครองชีพจ่ายแก่ผู้กู้ แต่เมื่อถึงกำหนดชำระคืน ภาระตามสัญญากลับตกอยู่กับตัวผู้กู้เพียงฝ่ายเดียว แม้สถานศึกษาจะได้รับเงินค่าเล่าเรียน และรัฐกับสังคมจะได้รับประโยชน์จากการพัฒนากำลังคน แต่หากผู้เรียนจบการศึกษาแล้วไม่มีงานทำหรือมีรายได้ไม่เพียงพอ ความเสี่ยงทั้งหมดกลับตกอยู่ที่ผู้กู้และครอบครัว

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
ข้อมูลในปี 2569 สะท้อนให้เห็นถึงผลลัพธ์หลังสำเร็จการศึกษา โดยผู้กู้ที่ครบกำหนดชำระหนี้หลังจากสำเร็จการศึกษา 2 ปี และต้องชำระหนี้ครั้งแรกในปี 2569 มีจำนวน 207,799 บัญชี ในจำนวนนี้มีการถูกหักเงินเดือนผ่านนายจ้างและกรมบัญชีกลางรวม 82,240 บัญชี หรือคิดเป็น 39.58% ขณะที่อีก 125,559 บัญชี หรือคิดเป็น 60.42% ไม่ถูกหักเงินเดือนผ่านระบบดังกล่าว ซึ่งตัวเลข 60.42% นี้ไม่ได้หมายถึงอัตราการว่างงานทั้งหมด แต่อาจประกอบด้วยผู้ที่ทำอาชีพอิสระหรือมีรายได้จากช่องทางอื่น แต่ก็ทำให้รัฐต้องตอบให้ชัดเจนว่าผู้เรียนจบแล้วมีความสามารถในการชำระหนี้จริงเพียงใด
"รัฐให้คนยากจนกู้เงินเพื่อเรียน แต่เมื่อเรียนจบ รัฐต้องรับผิดชอบต่อโอกาสในการมีงานทำและมีรายได้ ไม่ใช่สนใจเพียงการเรียกเก็บหนี้"
พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง
ในส่วนของข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 พบว่ามีผู้กู้ กยศ. ที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไปและค้างชำระหนี้สูงถึง 1,126,005 คน โดยมียอดหนี้รวมกันกว่า 146,651 ล้านบาท ซึ่งคนกลุ่มนี้จำนวนมากอยู่ในวัยสร้างครอบครัว เลี้ยงลูก และดูแลพ่อแม่ แต่ยังคงมีภาระหนี้จากการศึกษาติดตามตัว ขณะเดียวกันผู้กู้ที่เข้าเกณฑ์ปรับโครงสร้างหนี้มีจำนวน 3,492,449 บัญชี แต่กลับมีผู้ทำสัญญาแล้วเพียง 823,087 ราย หรือคิดเป็น 23.57% เท่านั้น ส่วนอีก 2,669,362 ราย หรือ 76.43% ยังไม่ได้ดำเนินการทำสัญญา
ประเด็นเรื่องหนี้ กยศ. ถือเป็นหนึ่งในปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมที่ผูกติดกับความเหลื่อมล้ำในประเทศไทยมาอย่างยาวนาน การที่ภาครัฐมุ่งเน้นระบบกองทุนให้กู้ยืมโดยผลักภาระทางการเงินให้แก่เยาวชนจากครอบครัวผู้มีรายได้น้อย อาจสร้างอุปสรรคในการยกระดับคุณภาพชีวิตและการสะสมทุนทางเศรษฐกิจของคนรุ่นใหม่ การผลักดันให้เกิดรัฐสวัสดิการทางการศึกษาและการลงทุนสร้างทรัพยากรมนุษย์โดยตรง จึงเป็นแนวทางที่หลายฝ่ายมองว่าช่วยลดภาระและป้องกันวงจรหนี้ข้ามรุ่นได้ในระยะยาว
พ.ต.อ.ทวี ยังได้กล่าวถึง พ.ร.บ. กยศ. ฉบับแก้ไข พ.ศ. 2566 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2566 ที่ผ่านมา โดยมีการกำหนดหลักเกณฑ์ที่เป็นคุณแก่ลูกหนี้ เช่น ดอกเบี้ยไม่เกิน 1% ต่อปี เงินเพิ่มกรณีผิดนัดไม่เกิน 0.5% ต่อปี และปรับเปลี่ยนลำดับการตัดชำระหนี้ให้ตัดเงินต้นส่วนที่ครบกำหนดก่อน แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังคงมีประชาชนมาร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาเรื่องยอดหนี้ ดอกเบี้ย และเบี้ยปรับอย่างต่อเนื่อง
ทิ้งท้ายด้วยข้อเสนอให้รัฐบาลใช้กลไกทางกฎหมายที่มีอยู่ในการช่วยเหลือลูกหนี้อย่างเต็มที่ พร้อมทั้งพิจารณามาตรการเพิ่มเติมสำหรับผู้มีรายได้น้อย และควรขยายรูปแบบทุนการศึกษาแทนการให้เงินกู้ยืมตามมาตรา 6/1 ของ พ.ร.บ. กยศ. เพื่อให้ผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ได้รับโอกาสทางการศึกษาโดยไม่ต้องเริ่มต้นชีวิตด้วยการเป็นหนี้
ที่มา: Khaosod Politics
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น