ศิริโชค จี้ กกต. สอบเงินบริจาค 1.5 แสนพรรคภูมิใจไทย
ศิริโชค จี้ตรวจสอบเงินบริจาค 150,000 บาทของ สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ ให้พรรคภูมิใจไทย หวั่นกระทบสถานะพรรคตาม พ.ร.ป.พรรคการเมือง

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- ศิริโชคจี้ตรวจสอบเงินบริจาค 150,000 บาทให้พรรคภูมิใจไทย
- สุชาดาและสามีแจ้งทรัพย์สินรวมเกือบ 2,000 ล้านบาทแต่รายได้น้อย
- ป.ป.ช. กำลังลุยสอบเชิงลึกที่มาทรัพย์สินและความสามารถชำระหนี้
- กฎหมายระบุชัด เงินบริจาคผิดกฎหมายอาจนำไปสู่การยุบพรรคได้
ประเด็นร้อนทางการเมืองกำลังพุ่งเป้าไปที่บัญชีเงินบริจาคของพรรคการเมืองอีกครั้ง หลังจากมีการตรวจสอบพบความเคลื่อนไหวทางการเงินที่น่าสนใจเกี่ยวกับยอดเงินบริจาคจำนวนรวม 150,000 บาทที่มอบให้กับพรรคภูมิใจไทย โดยผู้บริจาคคือ สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งได้ทยอยบริจาคเงินเข้ามาอย่างต่อเนื่องตามรายงานที่เปิดเผยต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.
รายละเอียดการบริจาคระบุว่า ในช่วงเริ่มต้นก่อนที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่ง ส.ส. สุชาดาได้บริจาคเงินในอัตราเดือนละ 10,000 บาท ก่อนที่จะเพิ่มยอดบริจาคเป็นเดือนละ 30,000 บาทต่อเดือนหลังจากที่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎรแล้ว อย่างไรก็ตาม ตัวเลข 150,000 บาทนี้เป็นเพียงยอดเงินจากรายการที่ได้รับการเปิดเผยอย่างเป็นทางการเท่านั้น ยังไม่รวมถึงการสนับสนุนในรูปแบบอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นนอกเหนือจากนี้

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
ก่อนที่จะก้าวเข้าสู่สนามการเมืองในฐานะ ส.ส. สุชาดาเคยได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสำคัญในฝ่ายบริหารมาแล้วถึง 3 ช่วง โดยเคยทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยเลขานุการและเลขานุการรัฐมนตรีในรัฐบาลที่พรรคภูมิใจไทยเข้าร่วมบริหาร ซึ่งที่ผ่านมาได้เกิดคำถามถึงความเชี่ยวชาญ ผลงาน ตลอดจนบุคคลผู้เป็นเจ้าของข้อเสนอชื่อในการแต่งตั้งแต่ละครั้ง
ในอีกด้านหนึ่ง บัญชีรายการแสดงทรัพย์สินและหนี้สินที่ยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ของสุชาดาและคู่สมรส คือ ไทหยาง จาง ได้เปิดเผยตัวเลขความมั่งคั่งรวมกันเกือบ 2,000 ล้านบาท ซึ่งสร้างความสงสัยในหมู่สาธารณชนเนื่องจากตัวเลขรายได้ที่แจ้งไว้ไม่สอดคล้องกับมูลค่าทรัพย์สินที่มีอยู่จริง
ตัวอย่างทรัพย์สินที่มีการเปิดเผยออกมาก่อนหน้านี้ ได้แก่ กรรมสิทธิ์ในห้องชุดโครงการคอนโดมิเนียมระดับอัลตราลักชัวรี โครงการสินธร ลุมพินี ซึ่งทั้งสุชาดาและไทหยางได้แจ้งมูลค่าสิทธิไว้คนละ 37.514 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่ารวมกันเฉพาะรายการนี้ถึง 75.028 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีรถยนต์หรูยี่ห้อ Mercedes-Maybach มูลค่า 11.3 ล้านบาทจดทะเบียนไว้ในครอบครองด้วยเช่นกัน
การตรวจสอบเส้นทางการเงินของนักการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความโปร่งใสตามระบอบประชาธิปไตย เมื่อปรากฏตัวเลขทรัพย์สินหลักพันล้านบาทสวนทางกับรายได้ประจำ กลไกการตรวจสอบของ ป.ป.ช. และ กกต. จึงต้องทำงานประสานกันอย่างเข้มข้นเพื่อพิสูจน์ที่มาที่ไปของเม็ดเงินเหล่านี้ว่ามีความเชื่อมโยงกับธุรกิจสีเทาหรือแหล่งเงินทุนต้องห้ามหรือไม่
ในขณะที่สุชาดาแจ้งรายการรายได้ต่อปีไว้เพียงประมาณ 1.7 ล้านบาท ทางด้าน ไทหยาง จาง สามี กลับระบุในบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. ว่าไม่มีการประกอบอาชีพและไม่มีรายได้ประจำต่อปี แม้ว่าในความเป็นจริงจะเป็นนักลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลหรือคริปโตเคอร์เรนซี รวมถึงเป็นผู้ถือหุ้นในกิจการบ่อนพนันออนไลน์ Shuffle.com ก็ตาม
ความไม่สอดคล้องกันระหว่างรายได้ที่แจ้งกับทรัพย์สินมูลค่ามหาศาลทำให้ ป.ป.ช. ต้องเร่งเดินหน้าตรวจสอบเชิงลึกเกี่ยวกับที่มาของความมั่งคั่ง รายได้ และความสามารถในการชำระหนี้ของครอบครัวนี้อย่างละเอียด เพื่อไขข้อข้องใจว่าเงินทองจำนวนมหาศาลดังกล่าวไหลมาเทมาได้อย่างไร
สถานการณ์ดังกล่าวโยกย้ายความสนใจมาสู่ประเด็นทางกฎหมายพรรคการเมือง เนื่องจาก พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มีบทบัญญัติที่เข้มงวดเกี่ยวกับการรับเงินบริจาค โดยตามมาตรา 72 ห้ามมิให้พรรคการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งในพรรครับบริจาคโดยรู้หรือควรจะรู้ว่าเงินนั้นได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าแหล่งที่มาไม่ถูกต้อง
"หากพบว่าเงินบริจาคมาจากแหล่งต้องห้าม และพิสูจน์ได้ว่าพรรคฝ่าฝืนกฎหมาย ผลที่ตามมาอาจไม่ได้หยุดอยู่ที่ตัวบุคคล แต่อาจกระทบถึงสถานะของพรรคภูมิใจไทยเอง"
ศิริโชค
นอกจากนี้ยังมีมาตรา 74 ที่ห้ามรับเงินบริจาคจากบุคคลไร้สัญชาติ นิติบุคคลต่างประเทศ หรือบุคคลประเภทอื่นๆ ที่กฎหมายกำหนด รวมถึงมาตรา 77 ที่มอบอำนาจให้ กกต. ตรวจสอบความถูกต้อง และบทบัญญัติมาตรา 92(3) ที่ระบุว่าหากพรรคการเมืองฝ่าฝืนมาตรา 72 หรือ 74 อาจนำไปสู่โทษยุบพรรคโดยศาลรัฐธรรมนูญได้
คำถามสำคัญที่ตามมาคือ ในเมื่อ ป.ป.ช. กำลังตรวจสอบที่มาของทรัพย์สินครอบครัวนี้ ทางด้าน กกต. ได้ดำเนินการตรวจสอบแหล่งที่มาของเงินบริจาคที่ส่งต่อให้พรรคภูมิใจไทยแล้วหรือยัง เพราะหากพบข้อผิดพลาด ผลกระทบอาจลุกลามจนสั่นคลอนถึงสถานะของพรรคการเมืองต้นสังกัด ซึ่งทำให้พรรคไม่สามารถตัดความสัมพันธ์หรือลอยแพผู้บริจาครายนี้ได้โดยง่าย
ที่มา: Matichon Politics
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น