IMF 2026: เตือนเศรษฐกิจโลกชนเพดาน ดอกเบี้ยสูงยาว
คริสตาลินา จอร์เจียวา ผู้อำนวยการ IMF แถลงที่กรุงเทพฯ ชี้เศรษฐกิจโลกใกล้ถึงขีดจำกัด คาดโต 3.1% พร้อมแนะไทยเร่งปรับตัวและเพิ่มค้าขายในอาเซียน

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- IMF คาดการณ์เศรษฐกิจโลกปี 2026 เติบโตชะลอตัวอยู่ที่ 3.1% ท่ามกลางความเสี่ยงรอบด้าน
- อัตราผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งสูงดันต้นทุนกู้ยืมทั่วโลกแพงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
- ไทยได้รับผลกระทบจากฐานดอกเบี้ยโลกสูงขึ้น แม้บริหารการเงินได้ดี
- IMF แนะไทยเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ พร้อมเพิ่มสัดส่วนการค้าภายในอาเซียน
คริสตาลินา จอร์เจียวา ผู้อำนวยการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ได้เดินทางมาแถลงข่าวที่กรุงเทพมหานคร ในการประชุมประจำปีของ IMF และธนาคารโลก ซึ่งประเทศไทยรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพ โดยมีเป้าหมายเพื่อเปิดตัว Global Policy Agenda หรือเปรียบเสมือนการบ้านที่ทาง IMF ต้องการให้รัฐบาลและธนาคารกลางทั่วโลกเร่งนำไปปฏิบัติเพื่อรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน
ประเด็นสำคัญที่ผู้อำนวยการ IMF ได้หยิบยกขึ้นมาเน้นย้ำก็คือ แม้ว่าระบบเศรษฐกิจในภาพรวมจะยังคงสามารถประคองตัวและรับมือกับวิกฤตที่ถาโถมเข้ามาอย่างต่อเนื่องได้ แต่ความสามารถในการทนทานต่อแรงกระแทกเหล่านี้กำลังเดินทางเข้าใกล้ขีดจำกัดเต็มทีแล้ว โดยทาง IMF ได้คาดการณ์ตัวเลขการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในปี 2026 เอาไว้ที่ประมาณ 3.1% ซึ่งทรงตัวเท่ากับการประเมินเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา แต่ก็ถือว่าชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับปีที่เคยเติบโตได้ถึง 3.4%
ในขณะนี้ ทิศทางเศรษฐกิจกำลังเผชิญหน้ากับแรงเหวี่ยงจากสองปัจจัยหลักที่ส่งผลสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง ฝ่ายหนึ่งคือปัจจัยกดดันจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลโดยตรงให้พลังงานเกิดภาวะขาดแคลนและมีราคาสพยานสูงขึ้น ส่วนอีกฝ่ายคือปัจจัยหนุนจากกระแสความตื่นตัวด้านปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ที่เข้ามาจุดชนวนให้เกิดการลงทุนขนานใหญ่ทั่วโลก ทั้งในส่วนของชิปประมวลผล เซิร์ฟเวอร์ และศูนย์ข้อมูลดาต้าเซ็นเตอร์ เมื่อนำเอาแรงผลักดันทั้งสองด้านนี้มาหักล้างกัน จึงทำให้ตัวเลขการเติบโตเฉลี่ยหยุดอยู่ที่ราวๆ 3.1% แต่ในความเป็นจริงแล้ว แต่ละประเทศกลับต้องเผชิญกับบริบทและสถานการณ์เฉพาะหน้าที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
อีกหนึ่งประเด็นที่สร้างความกังวลใจให้กับ IMF มาตั้งแต่การประชุมเมื่อเดือนเมษายน คืออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล หรือ Bond Yield ในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วที่พุ่งทะยานแตะระดับสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ อธิบายให้เห็นภาพคือ เมื่อรัฐบาลมีความจำเป็นต้องกู้ยืมเงินด้วยการออกพันธบัตร ผลตอบแทนหรือ Yield นี้ก็คือดอกเบี้ยที่ภาครัฐต้องจ่ายให้กับผู้ถือครอง เมื่อตัวเลขดังกล่าวสูงขึ้น ต้นทุนการกู้ยืมของภาครัฐจึงแพงขึ้นตามไปด้วย และเนื่องจากพันธบัตรรัฐบาลของสหรัฐอเมริกาและยุโรปทำหน้าที่เป็นบรรทัดฐานอ้างอิงของอัตราดอกเบี้ยทั่วโลก เมื่อมาตรฐานนี้ขยับสูงขึ้น อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของประเทศอื่นๆ จึงต้องขยับตามกันไปโดยปริยาย

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
การที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลหรือ Bond Yield ในประเทศพัฒนาแล้วพุ่งสูงขึ้น เปรียบเสมือนการดึงต้นทุนทางการเงินทั่วโลกให้สูงขึ้นตามไปด้วย เนื่องจากนักลงทุนย้ายเงินทุนไปถือสินทรัพย์ที่ปลอดภัยแต่ให้ผลตอบแทนสูงในสหรัฐฯ หรือยุโรป ส่งผลให้ธนาคารกลางทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ไม่สามารถหลีกเลี่ยงภาวะเงินทุนไหลออกและต้นทุนการกู้ยืมที่แพงขึ้นได้ แม้ว่าพื้นฐานเศรษฐกิจภายในประเทศจะไม่ได้ย่ำแย่ก็ตาม
เมื่อผู้สื่อข่าวจากสำนักข่าว CNN ได้ตั้งคำถามว่าสภาวะดอกเบี้ยสูงเช่นนี้จะลากยาวไปอีกนานแค่ไหน ทางคริสตาลินาได้ให้คำตอบว่า อัตราดอกเบี้ยน่าจะยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงเช่นนี้ไปอีกระยะหนึ่ง เนื่องจากสถานการณ์ในรอบนี้ไม่ได้เกิดจากการเก็งกำไรระยะสั้น แต่เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง นอกจากนี้ ในเรื่องของการคลังเธอยังระบุชัดเจนว่า กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วคือกลุ่มที่บริหารจัดการเรื่องนี้ได้ย่ำแย่ที่สุด เนื่องจากไม่ได้เก็บเงินสำรองไว้ในช่วงหลังวิกฤตโควิด ส่งผลให้หนี้สินพุ่งสูงขึ้นเมื่อต้องเผชิญกับวิกฤตรอบใหม่
สำหรับประเทศไทย ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ แม้ว่าส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วจะยังคงทรงตัวและไม่ได้ขยายกว้างขึ้น แต่ปัญหาใหญ่คือฐานดอกเบี้ยของโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นทั้งระบบ ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของไทยแพงขึ้นตามกลไกตลาดโลก ส่งผลให้ความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจที่สะสมมาหลายปีต้องค่อยๆ ถูกกัดเซาะ เพราะต้องนำงบประมาณแผ่นดินส่วนใหญ่ไปใช้ในการแบกรับภาระดอกเบี้ยที่เพิ่มสูงขึ้นแทน
ทางด้านข้อเสนอแนะที่ IMF มอบให้กับประเทศไทยมีอยู่ 3 ประเด็นสำคัญ ประการแรกคือต้องเร่งหามาตรการกระตุ้นให้เศรษฐกิจเติบโตได้เร็วยิ่งขึ้น ประการที่สองคือการรักษารากฐานทางเศรษฐกิจให้มีความแข็งแกร่งอยู่เสมอเพื่อใช้เป็นเกราะป้องกันยามเกิดวิกฤต และประการที่สามซึ่งถือเป็นมุมมองที่น่าสนใจมากคือ การที่กลุ่มประเทศอาเซียนยังคงเน้นการค้าขายกับนอกภูมิภาคเป็นหลัก โดยสัดส่วนการค้าภายในอาเซียนมีเพียงแค่ 22% เท่านั้น ซึ่งสวนทางกับสหภาพยุโรปที่มีตัวเลขสูงถึง 60% ชี้ให้เห็นว่าไทยยังมีโอกาสมหาศาลในการกอบโกยประโยชน์จากการค้าขายกับประเทศเพื่อนบ้านรอบตัวโดยไม่ต้องมองหาตลาดที่อยู่ไกล
ที่มา: Techsauce
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น