ข้ามไปเนื้อหาหลัก

IMF 2026: ปรับโตเอเชีย 4.8% ชู AI หนุน ไทยต่ำสุดอาเซียน 5

IMF แถลงรายงาน Regional Economic Outlook ฉบับตุลาคม 2026 ปรับคาดการณ์เศรษฐกิจเอเชียโต 4.8% แต่ไทยรั้งท้ายอาเซียน 5 โตเพียง 2.1%

เรียบเรียงโดย AI
Inewgen
16 Oct 2026ที่มา: Techsauce4 นาทีอ่าน (0 ครั้ง)
แชร์
IMF 2026: ปรับโตเอเชีย 4.8% ชู AI หนุน ไทยต่ำสุดอาเซียน 5

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ขนาดตัวอักษร
  • IMF ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจเอเชียปี 2026 สู่ระดับ 4.8% โดยมีกระแส AI และเทคโนโลยีเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ
  • ประเทศไทยถูกคาดการณ์ GDP ปี 2026 และ 2027 ไว้ที่ 2.1% ซึ่งต่ำที่สุดในกลุ่มอาเซียน 5 ประเทศ
  • เวียดนามโตเด่น 8.4% ไต้หวันพุ่ง 10.7% ขณะที่เกาหลีใต้คาดเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูงถึง 19% ของ GDP
  • IMF เตือนความเสี่ยงจากวิกฤตพลังงานในตะวันออกกลาง ภาระการคลัง และเสนอแนะนโยบายช่วยเหลือตรงกลุ่มเป้าหมาย

เมื่อเช้าวันที่ 15 ตุลาคม 2026 กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ได้จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวรายงานประจำภูมิภาค Regional Economic Outlook for Asia and Pacific ฉบับเดือนตุลาคม 2026 ซึ่งเป็นรายงานประเมินเศรษฐกิจที่จัดทำขึ้นปีละ 2 ครั้ง เพื่อประเมินความแข็งแกร่งและระยะเวลาที่เศรษฐกิจเอเชียจะยังคงความยืดหยุ่นท่ามกลางความไม่แน่นอนรอบด้าน โดยมี Krishna Srinivasan ผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียและแปซิฟิก และ Sonali Jain-Chandra รองผู้อำนวยการ ร่วมเป็นผู้แถลง พร้อมด้วย Pawit Thepphasit-Ayutthaya ทำหน้าที่ดำเนินรายการ

ในการแถลงครั้งนี้ IMF ได้ปรับคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียในปี 2026 ขึ้นมาอยู่ที่ 4.8% โดยเพิ่มขึ้นจากตัวเลขประมาณการในเดือนเมษายนที่เคยคาดไว้ 4.4% ซึ่งการเติบโตดังกล่าวคิดเป็นสัดส่วนถึง 68% หรือมากกว่าสองในสามของการเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลก โดยมีแรงหนุนสำคัญจากกระแสเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ช่วยดันการส่งออกและความต้องการชิปประมวลผลให้ขยายตัวอย่างก้าวกระโดด

Asia financial district modern skyscrapers daytime

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

4.8%คาดการณ์ GDP เอเชียปี 2026
2.1%คาดการณ์ GDP ไทยปี 2026
68%สัดส่วนการเติบโตต่อเศรษฐกิจโลก

อย่างไรก็ตาม ประโยชน์จากการเติบโตดังกล่าวไม่ได้กระจายตัวอย่างเท่าเทียมกัน กลุ่มประเทศที่ได้รับอานิสงส์โดยตรงจากห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีเติบโตอย่างโดดเด่น นำโดยไต้หวันซึ่งถูกปรับคาดการณ์ขึ้นถึง 5.5 จุด สู่ระดับ 10.7% ตามมาด้วยเวียดนามที่เติบโต 8.4% เกาหลีใต้ที่มีแนวโน้มเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูงถึง 19% ของ GDP และสิงคโปร์ที่เติบโต 5% ในทางตรงกันข้าม ประเทศรายได้ต่ำหรือประเทศที่ไม่ได้ประโยชน์จากเทคโนโลยีโดยตรง เช่น กัมพูชา บังกลาเทศ และหมู่เกาะแปซิฟิก กลับถูกปรับลดตัวเลขลง

"ถ้าประเทศในภูมิภาคลดอุปสรรคทางการค้าลง ประโยชน์ที่ได้จะเท่ากับการเพิ่มเศรษฐกิจขนาดประเทศไทยเข้าไปอีกหนึ่งประเทศ"

Krishna Srinivasan ผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียและแปซิฟิกของ IMF

สำหรับประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศเจ้าภาพการประชุมในครั้งนี้ IMF ได้ประเมินอัตราการเติบโตของ GDP ทั้งในปี 2026 และ 2027 ไว้ที่เท่ากันที่ 2.1% แม้ว่าจะได้รับการปรับเพิ่มขึ้นจากรอบเดือนเมษายน 0.6 จุด แต่ตัวเลขดังกล่าวยังคงรั้งตำแหน่งต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ่มอาเซียน 5 ประเทศ ซึ่งประกอบด้วย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย โดยกลุ่มอาเซียน 5 ถูกคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ย 4.4% นำโดยอินโดนีเซียที่ 5.1% และมาเลเซียที่ 5.2% โดยรายงานระบุว่าไทยได้รับอานิสงส์จาก AI ในทางอ้อมผ่านการผลิตชิ้นส่วนเพื่อป้อนให้กับดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศเพื่อนบ้าน

ไม่อยากพลาดข่าวใหม่?

สมัครรับสรุปข่าวสารใหม่ทางอีเมล ไม่บ่อยจนรำคาญ

โฆษณา

การที่ไทยเติบโตต่ำที่สุดในกลุ่มอาเซียน 5 สะท้อนให้เห็นถึงข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภายในประเทศ เช่น ปัญหาเชิงประชากร ภาคการผลิตที่ยังต้องปรับตัวเข้ากับห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีขั้นสูง และความสามารถในการดึงดูดการลงทุนด้าน AI ทางตรงที่ยังตามหลังเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์และมาเลเซีย การพึ่งพาเพียงการเป็นห่วงโซ่อุปทานทางอ้อมจึงอาจไม่เพียงพอที่จะผลักดันให้เศรษฐกิจไทยก้าวกระโดดได้เท่าที่ควรท่ามกลางบริบทโลกที่เปลี่ยนผ่าน

นอกจากนี้ เศรษฐกิจเอเชียยังต้องเผชิญกับ 3 แรงขับเคลื่อนและแรงกดดันหลัก ได้แก่ วิกฤตพลังงานจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ส่งผลกระทบต่อภูมิภาคที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเกือบครึ่งหนึ่งของความต้องการ กระแส AI และผลกระทบจากการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ในช่วงต้นปี 2025 โดย IMF ยังได้เตือนถึงความเสี่ยงข้างหน้า เช่น น้ำมันสำรองที่มีจำกัด ภาระทางการคลังจากการช่วยเหลือประชาชน ความตึงเครียดทางการค้า และปรากฏการณ์ El Niño ที่อาจรุนแรงจนกระทบต่อราคาสะสมอาหาร พร้อมทั้งเสนอแนะให้ธนาคารกลางรักษาความเป็นอิสระและยึดมั่นนโยบายการคลังแบบ "protect people, not prices" เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางอย่างตรงจุดแทนการอุดหนุนราคาน้ำมันแบบเหมาจ่าย

ที่มา: Techsauce

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น
0/2000

พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้