วัส ติงสมิตร ชี้ทักษิณขอพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ล้มล้างคำพิพากษาไม่ได้
วัส ติงสมิตร วิเคราะห์คำร้องของทักษิณ ชินวัตร ขอใช้นิรโทษกรรมตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 ชี้ติดข้อยกเว้นคดีทุจริตและยึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านไม่ได้

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- วัส ติงสมิตร วิเคราะห์คำร้องทักษิณ ชินวัตร ขอนิรโทษกรรมตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569
- ชี้คดีขายหุ้นชินคอร์ปฯ และยึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาทเสร็จสิ้นสมบูรณ์และนำส่งคลังแล้ว
- ระบุเงื่อนไขกฎหมายนิรโทษกรรมห้ามเด็ดขาดกับความผิดฐานทุจริตและประพฤติมิชอบ
- ยืนยันไม่สามารถนำคำสั่ง คสช. ตามบัญชีท้ายลำดับที่ 31 มาลบล้างคดีทุจริตได้
ประเด็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับการยื่นคำร้องขอรับสิทธินิรโทษกรรมของนายทักษิณ ชินวัตร กำลังได้รับความสนใจอย่างมาก หลังจากความเห็นของนายนายวัส ติงสมิตร ที่ได้ออกมาวิเคราะห์รายละเอียดทางกฎหมายอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะผลกระทบต่อคดีประวัติศาสตร์อย่างการขายหุ้นชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษาถึงที่สุดไปก่อนหน้านี้แล้ว
ก่อนจะพิจารณาในแง่ของกฎหมายนิรโทษกรรม จำเป็นต้องทำความเข้าใจสถานะทางคดีในคดีหมายเลขดำที่ อม. 1/2553 เสียก่อน ซึ่งศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเงินปันผลค่าหุ้นและเงินค่าขายหุ้นชินคอร์ปฯ ให้แก่กลุ่มเทมาเส็ก เป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยไม่สมควร สืบเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่หรือการใช้อำนาจในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พร้อมสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินรวมจำนวน 46,373,687,554.70 บาท พร้อมดอกผล

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
ในส่วนของหุ้นจำนวน 1,419,490,150 หุ้น ที่นายทักษิณและคุณหญิงพจมาน ชินวัตร เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ คิดเป็นมูลค่า 30,247,915,606.35 บาท ถือเป็นทรัพย์สินที่มีอยู่แต่เดิมและไม่อาจให้ตกเป็นของแผ่นดินได้ โดยหลังจากมีคำพิพากษาถึงที่สุด กระทรวงการคลังได้ดำเนินการถอนเงินจากบัญชีที่อายัดไว้พร้อมดอกผล และนำส่งเข้าคลังเป็นรายได้แผ่นดินเรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ยังมีคดีอื่นๆ เช่น คดีเงินกู้ EXIM Bank (อม. 4/2551), คดีหวยบนดิน (อม. 10/2552) และคดีอำพรางการถือหุ้นชินคอร์ป (อม. 5/2551) ที่เกี่ยวข้องกับความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ
เมื่อตรวจสอบโครงสร้างของพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 ผู้ที่จะได้รับสิทธินิรโทษกรรมจะต้องผ่านเกณฑ์และเงื่อนไขเด็ดขาด 3 ข้อพร้อมกัน ประกอบด้วย:
- เงื่อนไขด้านการกระทำและกรอบเวลา (มาตรา 7): ต้องเป็นการกระทำจากการร่วมชุมนุมหรือแสดงออกทางการเมืองระหว่างวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2548 ถึงวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2568
- ฐานความผิดต้องตรงตามบัญชีท้าย พ.ร.บ.: ต้องระบุอยู่ในบัญชีท้ายพระราชบัญญัติ 31 ข้อ หรือเป็นฐานความผิดที่เกี่ยวพันกัน
- ต้องไม่เข้าข้อยกเว้นเด็ดขาด (มาตรา 3): ห้ามใช้นิรโทษกรรมแก่ความผิดฐานทุจริต ประพฤติมิชอบ ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หรือความผิดที่ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายหรือบาดเจ็บสาหัส
การวิเคราะห์เพิ่มเติมในแง่กฎหมายมหาชนและกระบวนการยุติธรรมไทย: กฎหมายนิรโทษกรรมในบริบทของประเทศไทยมักถูกออกแบบมาเพื่อเยียวยาผู้เข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองระดับรากหญ้าหรือประชาชนทั่วไปที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งเชิงนโยบายและการชุมนุมบนท้องถนน โดยเจตนารมณ์จะไม่ครอบคลุมถึงผู้ใช้อำนาจรัฐในระดับบริหารที่ถูกศาลตัดสินว่ามีความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่และการใช้อำนาจขัดกันแห่งผลประโยชน์ การพยายามนำกฎหมายพิเศษมาตีความครอบคลุมคดีทุจริตจึงขัดกับหลักนิติธรรมสากล
สำหรับประเด็นที่ฝ่ายผู้ร้องหยิบยกกฎหมายตามบัญชีท้ายลำดับที่ 31 ซึ่งระบุถึงความผิดตามประกาศและคำสั่งของ คปค., คมช. และ คสช. นายนายวัส ติงสมิตร ระบุว่าเจตนารมณ์ที่แท้จริงมุ่งคุ้มครองเฉพาะบุคคลที่กระทำความผิดจากการฝ่าฝืนมาตรการพิเศษ เช่น ฝ่าฝืนคำสั่งรายงานตัว หรือห้ามเดินทางออกนอกประเทศ โดยไม่มีเจตนาทุจริต จึงไม่อาจนำมาฟอกขาวคดีทุจริตต่อหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152 หรือ 157 ได้
"คำร้องขอของนายทักษิณ ชินวัตร ไม่สามารถอาศัย พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2569 มาลบล้างคำพิพากษาหรือดึงเงิน 4.6 หมื่นล้านบาทคืนได้"
วัส ติงสมิตร
บทสรุปจากข้อพิจารณาทั้งหมดชี้ชัดว่า คำร้องขอดังกล่าวไม่ผ่านเกณฑ์ทั้งในด้านการกระทำจากการร่วมชุมนุมทางการเมือง ฐานความผิดในบัญชีท้ายพระราชบัญญัติ และติดกำแพงข้อยกเว้นเด็ดขาดในมาตรา 3 เนื่องจากเป็นความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่และการได้ทรัพย์สินมาโดยไม่สมควรจากการใช้อำนาจในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
ที่มา: Matichon Politics
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น