เอกภพ ฟาดกลับ ปชป. ซักฟอก ‘โง่-ห่วย-เลว’ หวังแย่งซีน
นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โต้พรรคประชาธิปัตย์ปมหัวข้อซักฟอกรัฐบาล ชี้อยากเป็นคนดีแต่ใช้คำหยาบ ท้าประชาชนตัดสินมาตรฐานการเมือง

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- เอกภพ เพียรพิเศษ โต้พรรคประชาธิปัตย์ประเด็นหัวข้ออภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล
- ซัดการใช้ถ้อยคำรุนแรงและหยาบคายเป็นการพยายามเรียกกระแสและแย่งซีนฝ่ายค้าน
- ท้าทายให้ประชาชนร่วมตัดสินใจว่าต้องการการเมืองรูปแบบที่ใช้ถ้อยคำตีตราหรือไม่
- ชูผลงานรัฐบาลปราบสแกมเมอร์ นอมินี และความคืบหน้าการเข้าเป็นสมาชิก OECD
เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2569 เวลา 10.20 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ น.ส.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวถึงการเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลภายใต้หัวข้อ ‘โง่ ห่วย เลว’ โดยมองว่าในขณะที่ประเทศไทยกำลังทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับโลก แต่กลับมีวาทกรรมทางการเมืองเกิดขึ้น ซึ่งอาจเป็นเพราะความพยายามในการแย่งซีนกันเองระหว่างพรรคฝ่ายค้าน
นายเอกภพกล่าวถึงมติของพรรคประชาชนที่ร่วมอภิปรายไม่ไว้วางใจกับพรรคประชาธิปัตย์ว่าดูมีความบันเทิงดี แต่กระแสกลับดูเหมือนจะส่องไปไม่ถึงพรรคประชาธิปัตย์เท่าที่ควร การออกมาใช้ถ้อยคำดังกล่าวจึงน่าจะเป็นการเรียกกระแสความสนใจ พร้อมทั้งระบุว่าหากต้องการพูดคุยกันด้วยเหตุและผลเพื่อประโยชน์ของประเทศในสภาผู้แทนราษฎร ก็ไม่มีความจำเป็นต้องใช้คำหยาบคายหรือกล่าวหาผู้อื่น

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้ขยายความถึงการวัดความฉลาดในทางการแพทย์ว่าไม่สามารถตัดสินจากไอคิวเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาทั้งอีคิว เอ็มคิว และความสามารถด้านอื่นร่วมด้วย การตีตราผู้อื่นว่าโง่จึงเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม และควรย้อนมองผลงานของพรรคตนเองด้วยเช่นกัน ส่วนคำว่าเลวนั้นขึ้นอยู่กับดุลยพินิจ แต่การกล่าวหาคนอื่นต้องย้อนดูตัวเองเปรียบเสมือนการชี้นิ้วไปที่คนอื่นหนึ่งนิ้ว แต่ยังมีอีกสี่นิ้วที่ชี้กลับมาหาตนเอง
"ฝากถึงประชาชนว่า หากต้องการเห็นมาตรฐานการเมืองเช่นนี้ พรรคประชาธิปัตย์ก็ต้องรับผิดชอบ เพราะที่ผ่านมา พยายามวางภาพตัวเองเป็นคนดีมาโดยตลอด แต่เมื่อทำตัวเป็นคนดีไม่ได้ กลับกลายเป็นคนหยาบคาย"
นายเอกภพ เพียรพิเศษ
นอกจากนี้ นายเอกภพยังได้ท้าทายให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจว่าต้องการการเมืองในรูปแบบดังกล่าวหรือไม่ พร้อมทั้งระบุถึงการอภิปรายเรื่องความห่วยของรัฐบาลว่าต้องรอฟังข้อซักถามจริงจากฝ่ายค้าน พร้อมยกตัวอย่างกรณีที่นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยังเคยกล่าวชื่นชมการจัดการประชุมผู้ว่าการการเงินระดับโลกของรัฐบาล
บริบทการเมืองในช่วงการเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจมักมาพร้อมกับการใช้ภาษาสัญลักษณ์และวาทกรรมเพื่อสร้างจุดสนใจในพื้นที่สื่อ การที่ตัวแทนรัฐบาลหยิบยกประเด็นเรื่องมาตรฐานทางจริยธรรมและผลงานเชิงประจักษ์มาโต้แย้ง สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการดึงความสนใจกลับมาที่ผลงานบริหารประเทศ เช่น การผลักดันเศรษฐกิจและการต่างประเทศ เพื่อลดทอนน้ำหนักของการโจมตีทางการเมืองแบบบุคคล
ในช่วงท้าย นายเอกภพได้เน้นย้ำถึงผลงานที่เป็นรูปธรรมของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์และนอมินี ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น รวมถึงความคืบหน้าในการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความได้เปรียบในการเจรจาระหว่างประเทศ โดยรัฐบาลมุ่งเน้นผลประโยชน์ของภาพรวมประเทศมากกว่าการวิ่งตามกระแสข่าวการเมืองรายวัน
ที่มา: Khaosod Politics
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น