Primark เตรียมเปิดบริการส่งถึงบ้าน หลังต้านกระแสอีคอมเมิร์ซไม่ไหว
เจาะลึกเหตุผลที่ผู้บริโภคหันพึ่งการช้อปออนไลน์หนีปัญหาไซส์เสื้อผ้าและอุปสรรคหน้าร้าน พร้อมแผนรุกเดลิเวอรีครั้งแรกของ Primark

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- Jess Bacon และผู้บริโภคหลายรายเลือกช้อปเสื้อผ้าออนไลน์หนีปัญหาเรื่องขนาดไซส์หน้าร้าน
- Primark เตรียมเปิดบริการส่งถึงบ้านครั้งแรกในอังกฤษ หลังซื้อคลังสินค้าในเมืองเชฟฟิลด์
- ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติเผยยอดขายปลีกออนไลน์พุ่งแตะ 27.3% ในเดือนสิงหาคม
- ผู้เชี่ยวชาญชี้การคืนสินค้าเป็นโจทย์ใหญ่ที่ผู้ค้าปลีกต้องสมดุลระหว่างต้นทุนและใจลูกค้า
ในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาพลิกพฤติกรรมผู้บริโภค การเดินเลือกซื้อสินค้าตามร้านค้าปลีกแบบเดิมเริ่มไม่ใช่คำตอบของทุกคนอีกต่อไป Jess Bacon วัยทำงานและนักเขียนสาวพลัสไซส์ เป็นหนึ่งในผู้ที่ตัดสินใจหันมาซื้อเสื้อผ้าผ่านช่องทางออนไลน์ทั้งหมด เธอสะท้อนมุมมองว่าปัญหาเรื่องขนาดเสื้อผ้าตามร้านค้าทั่วไปมีความไม่แน่นอนสูงมาก โดยระบุว่าขนาดเสื้อผ้าหน้าร้านย่ำแย่จนทำให้รู้สึกหมดกำลังใจเวลาไปเดินเลือกซื้อจริง
นอกเหนือจากเรื่องขนาดแล้ว เธอยังมองว่าการช้อปปิ้งออนไลน์ช่วยประหยัดเวลาได้มากกว่าการต้องเดินทางไปร้านค้า จอดรถ และต่อคิวลองสินค้า แม้ว่า Primark จะเป็นหนึ่งในร้านค้าปลีกบนถนนสายหลักไม่กี่แห่งที่มีขนาดเสื้อผ้าครอบคลุมถึงไซส์ 22 สำหรับคนพลัสไซส์ แต่ล่าสุดแบรนด์ดังกล่าวเตรียมพลิกกลยุทธ์ครั้งสำคัญด้วยการเตรียมเปิดบริการจัดส่งสินค้าถึงบ้านในสหราชอาณาจักร หลังจากที่เคยต้านกระแสอีคอมเมิร์ซมาโดยตลอด แม้แต่ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ร้านค้าต้องปิดตัวลง
แม้ในปี 2022 ทาง Primark จะเคยเปิดให้บริการคลิกแอนด์คอลเลกชัน (click-and-collect) ไปแล้ว แต่ลูกค้าก็ยังคงต้องเดินทางมารับสินค้าด้วยตนเองอยู่ดี จนกระทั่งล่าสุดบริษัทได้ทุ่มทุนซื้อคลังสินค้าในเมืองเชฟฟิลด์ (Sheffield) เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับระบบจัดส่งตรงถึงบ้าน โดยนักวิเคราะห์มองว่าความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันและการแข่งขันที่รุนแรงจากแบรนด์แฟชั่นความเร็วสูงระดับอัลตร้า (ultra-fast-fashion) อย่าง Shein

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
ข้อมูลสถิติจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ (Office for National Statistics) ระบุว่า ยอดขายปลีกผ่านช่องทางออนไลน์ในเดือนสิงหาคมปีนี้พุ่งสูงถึง 27.3% ของยอดขายปลีกทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากระดับ 18.1% ในเดือนสิงหาคมปี 2019 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มการเติบโตที่ต่อเนื่อง แม้กระทั่งก่อนหน้าวิกฤตโรคระบาดจะเกิดขึ้น พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปนี้ไม่ได้จำกัดแค่เรื่องความสะดวกสบาย แต่ยังมีเหตุผลด้านสภาพแวดล้อมและสภาพร่างกายเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
การที่ฟาสต์แฟชั่นดั้งเดิมอย่าง Primark ยอมเปลี่ยนจุดยืนมาจับตลาดเดลิเวอรี สะท้อนให้เห็นจุดเปลี่ยนสำคัญของค้าปลีกยุคปัจจุบันที่หน้าร้านกายภาพอย่างเดียวไม่เพียงพอจะรักษาฐานลูกค้าให้อยู่หมัด การแข่งขันไม่ได้วัดกันที่ราคาบนราวแขวนอีกต่อไป แต่เป็นความสะดวกสบายแบบไร้รอยต่อที่ผู้บริโภคคาดหวังจากแพลตฟอร์มดิจิทัล
ด้าน Julia Mitchell คอนเทนต์ครีเอเตอร์ที่อาศัยอยู่ใกล้เมืองชิเชสเตอร์ (Chichester) ก็เป็นอีกคนที่ไม่ชอบการซื้อเสื้อผ้าหน้าร้านเพราะรู้สึกว่าสภาพแวดล้อมมีความกระตุ้นประสาทสัมผัสมากเกินไป และเธอมองว่าการซื้อออนไลน์ช่วยให้ค้นหาความคุ้มค่าและราคาที่ดีที่สุดได้ง่ายกว่า โดยเธอมักเลือกซื้อสินค้ามือสองผ่านแพลตฟอร์ม Vinted เพื่อความยั่งยืน อย่างไรก็ตาม เธอยังคงมีข้อยกเว้นสำหรับการซื้อหนังสือ โดยให้เหตุผลว่าร้านหนังสือเป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรมและชุมชนที่ไม่อาจแทนที่ด้วยหน้าจอออนไลน์ได้
"Shoppers want them to be free, simple and quick. That means a generous window, lots of drop-off options and refunds that land within days, not weeks."
Julie Palmer
ในขณะเดียวกัน Sandra Davies วัย 61 ปีจากเมืองเชฟฟิลด์ ซึ่งป่วยเป็นโรคหลอดเลือดสมองถึงสามครั้ง เล่าว่าการเดินเท้าไปตามร้านค้าเป็นเรื่องที่เกินกำลังทางกายสำหรับเธอ แต่เธอก็ยอมรับว่าการรอคอยพัสดุที่บ้านก็สร้างความกังวลใจไม่น้อยหากพลาดการรับของจากบุรษไปรษณีย์
ทางด้าน Julie Palmer นักวิเคราะห์ด้านค้าปลีกแสดงความเห็นว่า การขยายสู่บริการส่งถึงบ้านของ Primark เป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าแบรนด์ตระหนักถึงความจำเป็นในการขยายสเกลธุรกิจผ่านยอดขายออนไลน์ พร้อมเตือนว่าความท้าทายสำคัญคือระบบการคืนสินค้าที่ต้องสะดวกรวดเร็ว เพราะหากมีขั้นตอนที่ซับซ้อน ลูกค้าก็พร้อมจะเปลี่ยนใจไปใช้บริการคู่แข่งทันทีแม้ว่าการตั้งค่าธรรมเนียมการคืนสินค้าจะช่วยกรองต้นทุน แต่ก็มีความเสี่ยงที่จะผลักให้ลูกค้าหลุดมือไปเช่นกัน
ที่มา: BBC Business
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น