ข้ามไปเนื้อหาหลัก

สมัชชาคนจนยื่น 6 ข้อเรียกร้อง IMF-World Bank จี้เลิกหนี้เกษตรกร

นายไพฑูรย์เผยสมัชชาคนจนจี้ IMF และ World Bank ทบทวนนโยบายเศรษฐกิจ ชูประชาชนและสิ่งแวดล้อมเป็นหัวใจหลัก พร้อมยกเลิกหนี้เกษตรกรและหยุดอุดหนุนทุนใหญ่

เรียบเรียงโดย AI
Inewgen
16 Oct 2026ที่มา: Matichon Politics3 นาทีอ่าน (0 ครั้ง)
แชร์
สมัชชาคนจนยื่น 6 ข้อเรียกร้อง IMF-World Bank จี้เลิกหนี้เกษตรกร

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ขนาดตัวอักษร
  • สมัชชาคนจนยื่น 6 ข้อเรียกร้องต่อ IMF และ World Bank เน้นแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกร
  • จี้รัฐบาลตรวจสอบการกู้เงินและยุติการอุดหนุนบริษัทเกษตรอุตสาหกรรมขนาดใหญ่
  • เรียกร้องให้ใช้ประชาชนและสิ่งแวดล้อมเป็นหัวใจเศรษฐกิจแทนการวัดแค่ตัวเลขจีดีพี
  • ชี้ผลกระทบจากนโยบายลดสวัสดิการ เขื่อนปากมูล และเกษตรเชิงเดี่ยวที่กดดันเกษตรกรไทย

สมัชชาคนจนได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญด้วยการยื่นข้อเรียกร้อง 6 ประการต่อกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) โดยมุ่งเป้าไปที่การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรไทย พร้อมทั้งชี้ว่าประชาชนในภาคเกษตรกรรมส่วนใหญ่กำลังเผชิญกับปัญหาหนี้สินรุมเร้าจนแทบไม่มีใครปลอดหนี้ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพึ่งพาตนเองและสร้างอธิปไตยทางอาหารของประเทศ

ข้อเรียกร้องทั้ง 6 ประการประกอบด้วย:

  • การยกเลิกหนี้สินของเกษตรกรเพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองได้
  • การกู้ยืมเงินของรัฐบาลต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ และประชาชนต้องมีส่วนร่วม
  • ยุติการอุดหนุนบริษัทเกษตรและอุตสาหกรรมรายใหญ่ นำงบไปส่งเสริมเกษตรกรรมเชิงนิเวศ
  • จัดเก็บภาษีจากบริษัทที่ได้ประโยชน์จากเงินกู้มาสนับสนุนเกษตรกร
  • ยึดประชาชนและสิ่งแวดล้อมเป็นหัวใจเศรษฐกิจ ไม่ใช่วัดผลแค่จีดีพี
  • ทบทวนนโยบายเศรษฐกิจและการพัฒนาที่ละเลยหลักประกันทางสังคมและสิทธิชุมชน
Thailand government building exterior

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

นายไพฑูรย์ ตัวแทนสมัชชาคนจน ได้กล่าวถึงผลกระทบเชิงรูปธรรมที่ประชาชนและเกษตรกรกำลังเผชิญว่า มีทั้งกรณีผู้มีรายได้น้อยถูกตัดสิทธิในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และความกังวลต่อการแก้ไขกฎหมายบัตรทองที่อาจนำไปสู่การร่วมจ่าย ซึ่งสะท้อนว่าแนวทางลดรายจ่ายด้านสวัสดิการเพื่อนำไปชำระหนี้เป็นสิ่งที่ภาครัฐจำเป็นต้องเร่งทบทวนโดยด่วน นอกจากนี้ ปัญหาโครงการเขื่อนปากมูลยังคงเป็นตัวอย่างสะท้อนผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศลุ่มแม่น้ำโขงที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างยั่งยืน

การเคลื่อนไหวของสมัชชาคนจนในครั้งนี้สะท้อนความขัดแย้งเชิงโครงสร้างระหว่างนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจมหภาคในระดับสากล เช่น มาตรการรัดเข็มขัดและการชำระหนี้ตามคำแนะนำของสถาบันการเงินระหว่างประเทศ กับความเป็นจริงทางสังคมของเกษตรกรรายย่อยในประเทศไทย การพึ่งพาเกษตรเชิงเดี่ยวและการเปิดเสรีทางการค้ามักทำให้เกษตรกรไทยต้องแบกรับความเสี่ยงด้านราคาและต้นทุนการผลิต ขณะที่ภาครัฐยังคงต้องบาลานซ์ระหว่างวินัยทางการคลังและการดูแลสวัสดิการพื้นฐานของประชาชน

ในประเด็นด้านเกษตรกรรม นายไพฑูรย์ชี้ว่านโยบายส่งเสริมการเกษตรเชิงเดี่ยวได้สร้างภาระหนี้สินมหาศาลให้กับเกษตรกร เนื่องจากโครงสร้างราคาที่ไม่เป็นธรรมประกอบกับแรงกดดันจากการนำเข้าสินค้าเกษตรจากต่างประเทศ ภายใต้คำแนะนำทางเศรษฐกิจของธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ ซึ่งทั้งหมดนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อวิถีชีวิตและความอยู่รอดของคนในท้องถิ่น

ไม่อยากพลาดข่าวใหม่?

สมัครรับสรุปข่าวสารใหม่ทางอีเมล ไม่บ่อยจนรำคาญ

โฆษณา

"เราเชื่อว่าเขาอาจไม่ฟัง แต่เราเชื่อว่าเขาจะได้ยินเสียงของเกษตรกร"

นายไพฑูรย์

นายไพฑูรย์ได้กล่าวทิ้งท้ายด้วยความมุ่งมั่นว่า ทางกลุ่มจะยังคงเดินหน้าส่งเสียงเรียกร้องต่อไป เพื่อปกป้องสิทธิและชีวิตของเกษตรกร รวมถึงอนาคตของคนรุ่นหลังให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรีและได้รับความเป็นธรรมจากภาครัฐและองค์กรระหว่างประเทศ

ที่มา: Matichon Politics

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น
0/2000

พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้