สมัชชาคนจนยื่น 6 ข้อเรียกร้อง IMF-World Bank จี้เลิกหนี้เกษตรกร
นายไพฑูรย์เผยสมัชชาคนจนจี้ IMF และ World Bank ทบทวนนโยบายเศรษฐกิจ ชูประชาชนและสิ่งแวดล้อมเป็นหัวใจหลัก พร้อมยกเลิกหนี้เกษตรกรและหยุดอุดหนุนทุนใหญ่

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- สมัชชาคนจนยื่น 6 ข้อเรียกร้องต่อ IMF และ World Bank เน้นแก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกร
- จี้รัฐบาลตรวจสอบการกู้เงินและยุติการอุดหนุนบริษัทเกษตรอุตสาหกรรมขนาดใหญ่
- เรียกร้องให้ใช้ประชาชนและสิ่งแวดล้อมเป็นหัวใจเศรษฐกิจแทนการวัดแค่ตัวเลขจีดีพี
- ชี้ผลกระทบจากนโยบายลดสวัสดิการ เขื่อนปากมูล และเกษตรเชิงเดี่ยวที่กดดันเกษตรกรไทย
สมัชชาคนจนได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญด้วยการยื่นข้อเรียกร้อง 6 ประการต่อกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) โดยมุ่งเป้าไปที่การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรไทย พร้อมทั้งชี้ว่าประชาชนในภาคเกษตรกรรมส่วนใหญ่กำลังเผชิญกับปัญหาหนี้สินรุมเร้าจนแทบไม่มีใครปลอดหนี้ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพึ่งพาตนเองและสร้างอธิปไตยทางอาหารของประเทศ
ข้อเรียกร้องทั้ง 6 ประการประกอบด้วย:
- การยกเลิกหนี้สินของเกษตรกรเพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองได้
- การกู้ยืมเงินของรัฐบาลต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ และประชาชนต้องมีส่วนร่วม
- ยุติการอุดหนุนบริษัทเกษตรและอุตสาหกรรมรายใหญ่ นำงบไปส่งเสริมเกษตรกรรมเชิงนิเวศ
- จัดเก็บภาษีจากบริษัทที่ได้ประโยชน์จากเงินกู้มาสนับสนุนเกษตรกร
- ยึดประชาชนและสิ่งแวดล้อมเป็นหัวใจเศรษฐกิจ ไม่ใช่วัดผลแค่จีดีพี
- ทบทวนนโยบายเศรษฐกิจและการพัฒนาที่ละเลยหลักประกันทางสังคมและสิทธิชุมชน

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
นายไพฑูรย์ ตัวแทนสมัชชาคนจน ได้กล่าวถึงผลกระทบเชิงรูปธรรมที่ประชาชนและเกษตรกรกำลังเผชิญว่า มีทั้งกรณีผู้มีรายได้น้อยถูกตัดสิทธิในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และความกังวลต่อการแก้ไขกฎหมายบัตรทองที่อาจนำไปสู่การร่วมจ่าย ซึ่งสะท้อนว่าแนวทางลดรายจ่ายด้านสวัสดิการเพื่อนำไปชำระหนี้เป็นสิ่งที่ภาครัฐจำเป็นต้องเร่งทบทวนโดยด่วน นอกจากนี้ ปัญหาโครงการเขื่อนปากมูลยังคงเป็นตัวอย่างสะท้อนผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศลุ่มแม่น้ำโขงที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างยั่งยืน
การเคลื่อนไหวของสมัชชาคนจนในครั้งนี้สะท้อนความขัดแย้งเชิงโครงสร้างระหว่างนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจมหภาคในระดับสากล เช่น มาตรการรัดเข็มขัดและการชำระหนี้ตามคำแนะนำของสถาบันการเงินระหว่างประเทศ กับความเป็นจริงทางสังคมของเกษตรกรรายย่อยในประเทศไทย การพึ่งพาเกษตรเชิงเดี่ยวและการเปิดเสรีทางการค้ามักทำให้เกษตรกรไทยต้องแบกรับความเสี่ยงด้านราคาและต้นทุนการผลิต ขณะที่ภาครัฐยังคงต้องบาลานซ์ระหว่างวินัยทางการคลังและการดูแลสวัสดิการพื้นฐานของประชาชน
ในประเด็นด้านเกษตรกรรม นายไพฑูรย์ชี้ว่านโยบายส่งเสริมการเกษตรเชิงเดี่ยวได้สร้างภาระหนี้สินมหาศาลให้กับเกษตรกร เนื่องจากโครงสร้างราคาที่ไม่เป็นธรรมประกอบกับแรงกดดันจากการนำเข้าสินค้าเกษตรจากต่างประเทศ ภายใต้คำแนะนำทางเศรษฐกิจของธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ ซึ่งทั้งหมดนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อวิถีชีวิตและความอยู่รอดของคนในท้องถิ่น
"เราเชื่อว่าเขาอาจไม่ฟัง แต่เราเชื่อว่าเขาจะได้ยินเสียงของเกษตรกร"
นายไพฑูรย์
นายไพฑูรย์ได้กล่าวทิ้งท้ายด้วยความมุ่งมั่นว่า ทางกลุ่มจะยังคงเดินหน้าส่งเสียงเรียกร้องต่อไป เพื่อปกป้องสิทธิและชีวิตของเกษตรกร รวมถึงอนาคตของคนรุ่นหลังให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรีและได้รับความเป็นธรรมจากภาครัฐและองค์กรระหว่างประเทศ
ที่มา: Matichon Politics
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น