ข้ามไปเนื้อหาหลัก

Kevin Warsh ชี้ AI ดันเศรษฐกิจโต แต่เตือนทางเดินขรุขระ

ถอดบทเรียน 148 วันของ Kevin Warsh ประธาน Fed คนที่ 17 บนเวที IMF ที่กรุงเทพฯ มองอนาคต AI เพิ่มผลิตภาพแต่เตือนเงินเฟ้อและความเสี่ยง

เรียบเรียงโดย AI
Inewgen
17 Oct 2026ที่มา: Techsauce3 นาทีอ่าน (0 ครั้ง)
แชร์
Kevin Warsh ชี้ AI ดันเศรษฐกิจโต แต่เตือนทางเดินขรุขระ

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ขนาดตัวอักษร
  • Kevin Warsh เผยแพลน Fed ตั้งคณะทำงานด้านผลิตภาพและจ้างงานรับมือคลื่นเทคโนโลยี
  • ชี้ AI เปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจลึกซึ้งที่สุดในชีวิต แต่เตือนเส้นทางไปสู่เป้าหมายยังขรุขระ
  • ย้ำนโยบายการเงินยุคใหม่จะไม่บอกทิศทางล่วงหน้าเพื่อความยืดหยุ่นสูงสุด

ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed มีบทบาทสำคัญในการกำหนดอัตราดอกเบี้ยและทิศทางเศรษฐกิจโลก การขยับตัวแต่ละครั้งจึงส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ล่าสุดบนเวทีประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลกที่กรุงเทพฯ Kristalina Georgieva กรรมการผู้จัดการ IMF ได้เชิญ Kevin Warsh ประธาน Fed มาพูดคุยในวงสนทนาแบบเป็นกันเอง ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานล้นหลามจนต้องจัดห้องสำรองเพิ่ม

Kevin Warsh เพิ่งเข้ารับตำแหน่งประธาน Fed คนที่ 17 เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ก่อนหน้านี้เขาเคยผ่านงานสำคัญหลายด้าน ทั้งการเป็นนักวิจัยที่ Hoover Institution อาจารย์ที่ Stanford Graduate School of Business หุ้นส่วนที่ Duquesne Family Office รวมถึงเคยเป็นผู้ว่าการ Fed ที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ด้วยวัยเพียง 35 ปี ในช่วงวิกฤตการเงินโลก Georgieva เล่าย้อนถึงประสบการณ์ช่วงนั้น ซึ่ง Warsh ยอมรับว่าเหตุการณ์ดังกล่าวทิ้งร่องรอยความระมัดระวังขั้นสุดไว้ แต่เขามองว่าความระมัดระวังนี้ยังดีกว่าความประมาท และสะท้อนมายังวิธีวิเคราะห์เศรษฐกิจในปัจจุบัน

17ลำดับประธาน Fed ของ Warsh
35อายุขณะรับตำแหน่งผู้ว่าการ Fed
16 พ.ย.วันเปิดรับฟังความเห็นย่าน Bay Area

ในการประเมินภาวะเศรษฐกิจโลก Warsh ระบุว่าสิ่งที่ธนาคารกลางเผชิญคือข้อมูลล่าช้าที่สะท้อนอดีต กับอนาคตในปี 2027 และ 2028 ที่ไม่มีใครพยากรณ์ได้อย่างแม่นยำ Fed จึงต้องเน้นการมองสถานการณ์จริงตรงหน้าผ่านการประชุม FOMC ราว 8 ครั้งต่อปี พร้อมทั้งรับฟังเสียงสะท้อนจากนานาชาติ เพราะนโยบายเศรษฐกิจเชื่อมโยงถึงกันหมด ต่างจากช่วง 20 ปี 0ก่อนที่เคยกังวลเรื่องภาวะซบเซายาวนาน ปัจจุบันกลับเป็นการเติบโตเชิงโครงสร้างจากการลงทุนมหาศาลในสหรัฐฯ

business conference speaker presentation screen daytime

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางกระแสการลงทุนที่คึกคัก แรงกดดันด้านราคาสินค้ายังคงเป็นโจทย์ใหญ่ Fed จึงตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเมื่อราวหนึ่งเดือนก่อนเพื่อรักษาเสถียรภาพด้านราคา และประกาศจุดยืนใหม่ว่าจะไม่บอกล่วงหน้าว่าการประชุมครั้งถัดไปจะออกมาในทิศทางใด สร้างความประหลาดใจให้ตลาดและผู้ร่วมงาน

ไม่อยากพลาดข่าวใหม่?

สมัครรับสรุปข่าวสารใหม่ทางอีเมล ไม่บ่อยจนรำคาญ

โฆษณา

การที่ Fed ปรับเปลี่ยนแนวทางสื่อสารมาสู่รูปแบบที่ไม่ส่งสัญญาณล่วงหน้า (Forward Guidance น้อยลง) สะท้อนถึงความพยายามรักษาความยืดหยุ่นท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจมหภาคยุคใหม่ ที่ปัจจัยด้านเทคโนโลยีและภูมิรัฐศาสตร์ผัน 3 ผวนรวดเร็วกว่าอดีตมาก การบริหารความคาดหวังของตลาดจึงต้องอาศัยกลยุทธ์ที่ปรับเปลี่ยนได้ทันทีตามข้อมูลจริงหน้างาน

ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือผลกระทบของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เข้ามาขับเคลื่อนเศรษฐกิจในบางประเทศ ขณะเดียวกันก็เผชิญความท้าทายจากความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์และเงินเฟ้อที่ลดลงยาก Warsh มองว่า AI คือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเขา และได้ตั้งคณะทำงานภายนอก (Task Force) ขึ้นมาศึกษาเรื่องผลิตภาพและการจ้างงาน ซึ่งเตรียมเปิดเวทีรับฟังความเห็นนอกสถานที่ครั้งแรกในวันที่ 16 พฤศจิกายนนี้ที่ย่าน Bay Area

"มองโลกในแง่ดี แต่เป็นความหวังที่ถ่วงไว้ด้วยความจริงจังต่อหน้าที่"

Kevin Warsh

ที่มา: Techsauce

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น
0/2000

พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้