ข้ามไปเนื้อหาหลัก

วิกฤตหลังน้ำลด: ผลสำรวจชี้ประชาชนห่วงหนี้และบ้านพัง

ผลสำรวจ KPI Poll เผยประชาชนร้อยละ 38.8 กังวลบ้านพัง และร้อยละ 40.5 ต้องการเงินเยียวยาด่วนหลังน้ำลด จี้รัฐเร่งช่วยแก้หนี้สิน

เรียบเรียงโดย AI
Inewgen
สด18 Oct 2026ที่มา: Khaosod Politics3 นาทีอ่าน (0 ครั้ง)
แชร์
วิกฤตหลังน้ำลด: ผลสำรวจชี้ประชาชนห่วงหนี้และบ้านพัง

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ขนาดตัวอักษร
  • น้ำลดแต่ภาระไม่จบ: หนี้สินและค่าซ่อมแซมบ้านเป็นความกังวลสูงสุด
  • KPI Poll เผยกลุ่มตัวอย่าง 2,000 คนกังวลเรื่องทรัพย์สินพังมากที่สุด 38.8%
  • ประชาชน 40.5% ต้องการเงินเยียวยาเร่งด่วนจากภาครัฐเพื่อฟื้นฟูชีวิต
  • รัฐบาลต้องเร่งแก้โจทย์หนี้ครัวเรือนและฟื้นฟูรายได้ระยะยาว

สถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่เริ่มส่งสัญญาณคลี่คลายลงแล้ว แต่ความทุกข์ยากของประชาชนผู้ประสบภัยกลับไม่ได้ลดระดับความรุนแรงตามปริมาณน้ำที่ลดลงเลย สิ่งที่รออยู่เบื้องหลังคราบโคลนและร่องรอยความเสียหายคือภาระหนี้สินมหาศาล ค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมที่อยู่อาศัย และปัญหาปากท้องที่ยังคงวิกฤตไม่ต่างจากช่วงที่มวลน้ำทะลักเข้าท่วมบ้านเรือน

ผลสำรวจจาก KPI Poll โดยสถาบันพระปกเกล้า ในหัวข้อ “ความกังวลและความคาดหวังของประชาชน ต่อการฟื้นฟูหลังน้ำท่วม” ซึ่งทำการสำรวจจากกลุ่มตัวอย่างประชาชนทั่วประเทศจำนวน 2,000 ตัวอย่าง ได้สะท้อนให้เห็นภาพความจริงอันโหดร้ายที่ผู้ประสบภัยกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้อย่างชัดเจน

38.8%กังวลบ้านและทรัพย์สินเสียหาย
24.8%หวาดผวาปัญหาน้ำท่วมซ้ำซ้อน
18.2%กังวลรายได้ลดและหนี้สินเพิ่ม

ตัวเลขดังกล่าวชี้ชัดว่าความไม่มั่นคงในชีวิตยังคงเกาะกุมจิตใจของผู้คน และที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่าคือกลุ่มตัวอย่างถึงร้อยละ 37.3 มองว่าปัญหาหนี้สินและค่าซ่อมแซมบ้านจะเป็นภาระที่ยืดเยื้อยาวนานที่สุดในชีวิต ขณะที่ร้อยละ 18.3 ระบุว่ารายได้และอาชีพของตนยังไม่สามารถฟื้นตัวกลับสู่ภาวะปกติได้

Thailand residential damage flood aftermath

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

วิกฤตหลังน้ำลดมักสร้างคลื่นใต้น้ำทางเศรษฐกิจที่รุนแรงกว่าช่วงน้ำท่วมเสียอีก เนื่องจากเม็ดเงินสำรองของครัวเรือนถูกใช้จนหมดไปกับการอพยพและการซ่อมแซมเบื้องต้น การที่หนี้ครัวเรือนพุ่งสูงขึ้นพร้อมกับรายได้ที่หยุดชะงัก ทำให้ความสามารถในการชำระหนี้ลดลงอย่างฮวบฮาบ ซึ่งหากภาครัฐไม่มีมาตรการอัดฉีดเม็ดเงินหรือปรับโครงสร้างหนี้ที่รวดเร็ว ปัญหานี้อาจลุกลามกลายเป็นแผลเป็นทางเศรษฐกิจระดับฐานรากที่ใช้เวลาฟื้นฟูนานหลายปี

โจทย์ใหญ่สองข้อนี้จึงตกเป็นภาระเร่งด่วนของรัฐบาลในการเข้ามาประคับประคองสถานการณ์ เนื่องจากผู้ประสบภัยจำนวนมากไม่มีเงินก้อนเพียงพอสำหรับการซื้อหาวัสดุก่อสร้างและข้าวของจำเป็น ขณะที่ช่องทางทำมาหากินยังคงปิดตาย เมื่อรายรับสวนทางกับรายจ่าย การปล่อยให้ประชาชนต้องแบกรับชะตากรรมเหล่านี้ตามลำพังจึงไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน

ไม่อยากพลาดข่าวใหม่?

สมัครรับสรุปข่าวสารใหม่ทางอีเมล ไม่บ่อยจนรำคาญ

โฆษณา

จากผลสำรวจยังได้สะท้อนเสียงสะ਼ของความต้องการที่ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยระบุว่าร้อยละ 40.5 ของประชาชนต้องการความช่วยเหลือในรูปของเงินเยียวยามากที่สุด รองลงมาร้อยละ 21.6 ต้องการความช่วยเหลือในการซ่อมแซมบ้านเรือนและทรัพย์สินที่จำเป็น และร้อยละ 12.1 ต้องการให้มีการพักหนี้หรือลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

สิ่งเหล่านี้ตอกย้ำให้เห็นว่า สิ่งที่ผู้ประสบภัยต้องการมากที่สุดในยามนี้ไม่ใช่เพียงแค่คำพูดให้กำลังใจหรือความห่วงใยตามพิธีการ แต่คือมาตรการความช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรมและจับต้องได้จริง เพื่อให้พวกเขาสามารถตั้งหลักและก้าวเดินต่อไปได้หลังม่านน้ำท่วม

ที่มา: Khaosod Politics

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น
0/2000

พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้