รายได้สตาร์ทอัพ AI หวั่นไม่มั่นคง หลังองค์กรไม่ผูกมัดระยะยาว
งานวิจัย Madrona เผยองค์กร 74% เตรียมเพิ่มงบ AI ใน 12 เดือน แต่น้อยกว่าครึ่งที่นำไปใช้จริง สั่นคลอนรายได้ประจำปี (ARR) ของสตาร์ทอัพ

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- IDC คาดการณ์องค์กรทั่วโลกทุ่มงบซื้อเทคโนโลยีสูงถึง 4.25 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2026 ขับเคลื่อนด้วย AI
- Madrona เผยองค์กร 74% จาก 150 แห่งจ่อเพิ่มงบ AI แต่โครงการทดลองไม่ถึงครึ่งที่เข้าสู่กระบวนการผลิตจริง
- รายได้ประจำปี (ARR) ของสตาร์ทอัพสั่นคลอน เนื่องจากลูกค้าองค์กรไม่ยอมทำสัญญาผูกมัดในระยะยาว
เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ AI กำลังสร้างจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ให้กับวงการไอทีองค์กร โดยบริษัทที่เคยระมัดระวังการใช้จ่ายและทำสัญญาซื้อขายระยะยาวมาโดยตลอด กลับมีแนวโน้มใช้จ่ายเงินสูงถึง 4.25 ล้านล้านดอลลาร์ไปกับเทคโนโลยีในปี 2026 นี้ อ้างอิงจากข้อมูลการคาดการณ์ของ IDC ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นการขับเคลื่อนผ่านกระแส AI ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว
ผลการศึกษาชิ้นใหม่จากบริษัทร่วมลงทุน Madrona ระบุว่า ผู้บริหารด้านไอทีองค์กรถึง 74% จากกลุ่มตัวอย่าง 150 คน มีแผนจะขยายงบประมาณด้าน AI ของตนเองภายในช่วง 12 เดือนข้างหน้า ส่วนที่เหลือวางแผนรักษาระดับการใช้จ่ายไว้เท่าเดิม แม้ตัวเลขงบประมาณจะเติบโต แต่บริษัทเหล่านี้กลับยอมรับว่าโครงการนำร่องด้าน AI น้อยกว่าครึ่งหนึ่งเท่านั้นที่ได้ถูกนำไปใช้งานจริงเต็มรูปแบบ
ตัวเลขความสำเร็จดังกล่าวนับว่าปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยหากเทียบกับปีก่อนหน้าที่สถาบัน MIT เคยรายงานไว้ว่าโครงการ AI องค์กรถึง 95% ล้มเหลวในแง่ของผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) แม้สัดส่วนความสำเร็จที่ยังไม่ถึงครึ่งจะดูเป็นเกณฑ์ที่ค่อนข้างต่ำ แต่ก็ยังถือว่าสูงกว่าอัตราความสำเร็จระดับ 5% ในอดีต

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดจากรายงานของ Madrona พบว่า ต่อให้องค์กรจะผ่านขั้นตอนการนำเทคโนโลยี AI มาปรับใช้จริงแล้ว พวกเขาก็ยังปฏิเสธที่จะเซ็นสัญญาผูกMัดในระยะยาวกับทางผู้ให้บริการ ซึ่งสถานการณ์นี้ส่งผลกระทบวงกว้างต่อตัวเลขรายได้ประจำปีหรือ ARR (Annual Recurring Revenue) ที่เหล่าสตาร์ทอัพมักนำมากล่าวอ้าง
งบประมาณการทดลองขององค์กรคือเชื้อเพลิงสำคัญที่จุดชนวนบูมให้กับสตาร์ทอัพ AI เมื่อปี 2025 โดยปี 2026 นี้ถูกมองว่าเป็นปีที่ลูกค้ารายใหญ่จะเริ่มปักหลักและทำสัญญาระยะยาวกับสตาร์ทอัพ AI ซึ่งสัญญาเหล่านี้คือหัวใจสำคัญที่ทำให้สตาร์ทอัพหลายแห่งกล้าเคลมตัวเลขการเติบโตของรายได้แบบก้าวกระโดด เช่น การเติบโตจาก 0 สู่ 10 ล้านดอลลาร์ภายในเวลาเพียงสามเดือน
การที่ลูกค้ารายใหญ่เปลี่ยนพฤติกรรมมาไม่ผูกมัดสัญญาระยะยาว สะท้อนให้เห็นว่าตลาดซอฟต์แวร์องค์กรกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคทดลองความคุ้มค่าแบบยืดหยุ่น สตาร์ทอัพที่ไม่สามารถปรับโมเดลธุรกิจให้ตอบโจทย์ผลลัพธ์ทางธุรกิจที่วัดผลได้จริง อาจเผชิญความเสี่ยงด้านกระแสเงินสด แม้ตัวเลขยอดขายเริ่มต้นจะดูหวือหวาเพียงใดก็ตาม
ทว่าในปัจจุบัน รายได้จากฝั่งองค์กรกลับยังคงความไม่แน่นอนเอาไว้ แม้ว่าผลิตภัณฑ์ AI ของสตาร์ทอัพจะเรียนจบช่วงทดลองและถูกองค์กรรับไปใช้งานแล้วก็ตาม ปัญหาหลักส่วนหนึ่งเกิดจากสตาร์ทอัพ AI จำนวนมากยังไม่สามารถหาแนวทางการตั้งราคาขายซอฟต์แวร์ให้ตอบโจทย์ลูกค้าองค์กรได้อย่างลงตัว
งานวิจัยชิ้นใหม่จากบริษัท VC อย่าง Andreessen Horowitz ซึ่งทำการสำรวจผู้ซื้อด้านเทคนิค 50 ราย พบว่ามากกว่าครึ่งหนึ่งต้องการให้ค่าบริการ AI ผูกติดกับผลงานที่ผลิตได้หรือผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง มากกว่าการคิดเงินตามปริมาณการใช้งานแบบเดิม เช่น จำนวนโทเค็นที่ถูกบริโภคไป
รูปแบบการคิดเงินตามการใช้งานเช่นจำนวนโทเค็นนั้น แท้จริงแล้วเป็นโมเดลธุรกิจที่มาจากยุคซอฟต์แวร์แบบ SaaS เมื่อองค์กรตระหนักว่าจำเป็นต้องใช้ซอฟต์แวร์อีเมล ทรัพยากรบุคคล หรือระบบคลาวด์ การจ่ายเงินจะถูกคิดตามจำนวนพนักงานหรือปริมาณข้อมูลที่มีอยู่
"มากกว่าครึ่งหนึ่งของกลุ่มตัวอย่างต้องการให้ค่าบริการ AI ผูกติดกับผลงานที่ผลิตได้หรือผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง มากกว่าการคิดเงินตามปริมาณการใช้งานแบบเดิม"
Andreessen Horowitz Research
ท้ายที่สุดแล้ว การเข้ามาของ AI อาจกำลังเปิดประตูสู่ยุคใหม่แห่งการทดลองใช้งานเทคโนโลยีขององค์กร ซึ่งช่วยเปิดโอกาสให้สตาร์ทอัพรายใหม่ๆ เข้ามาเสนอขายเทคโนโลยีได้ง่ายขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน สัญญาจากฝั่งองค์กรก็ไม่สามารถการันตีรายได้ระยะยาวได้อีกต่อไป ความท้าทายสำคัญคือการรอดูว่าเมื่อไหร่หรือองค์กรเหล่านี้จะกลับไปสู่พฤติกรรมการซื้อในระยะยาวแบบเดิมอีกครั้ง
ที่มา: TechCrunch
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น