เงินล้านล้านสร้าง AI Data Center กับฉลากเขียวที่ไร้เกณฑ์วัด
เจาะเบื้องหลังการระดมทุนสร้าง AI Data Center ด้วยตราสารหนี้สีเขียวที่ดอกเบี้ยถูกลง แต่กลับยังไม่มีมาตรฐานกลางที่ชัดเจนในการรับรอง

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- เงินกู้หลักล้านล้านบาทถูกนำไปสร้าง AI Data Center ภายใต้ฉลากสีเขียว
- ผู้ซื้อตราสารส่วนใหญ่คือ องทุนบำนาญและบริษัทประกันผ่านกรอบ ESG
- เดือนเมษายน 2569 GADCC ถูกตั้งขึ้นเพื่อสร้างเกณฑ์วัดสีเขียวที่ชัดเจน
- SCBX เผยยอดปล่อยสินเชื่อยั่งยืน 3 ปีสะสมกว่า 223,487 ล้านบาท
เวลาเราเลือกซื้อสินค้าสักชิ้น สิ่งแรกที่เรามักทำคือการพลิกดูฉลากข้างขวด เพื่อตรวจสอบว่าใครเป็นผู้รับรอง มีเลข อย. หรือผลิตที่ไหน แต่ในโลกของการเงิน เงินลงทุนหลักล้านล้านบาทกลับกำลังถูกระดมไปใช้สร้าง AI Data Center ภายใต้ฉลากสีเขียว ที่เอื้อให้ผู้กู้สามารถเข้าถึงเงินทุนในต้นทุนที่ถูกลง โดยที่แทบไม่มีใครตั้งคำถามถึงที่มา ความหมาย หรือผลกระทบที่แท้จริงของฉลากดังกล่าว
ฉลากที่กล่าวถึงนี้ไม่ได้ติดอยู่บนตัวบริษัทโดยตรง หากแต่ติดอยู่บนตราสารหนี้แต่ละก้อน หน้าที่หลักของมันคือการบอกให้รู้ว่าเงินก้อนนั้นถูกนำไปใช้ทำอะไร เพื่อให้นักลงทุนไม่ต้องเสียเวลาไล่อ่านเอกสารกองโตด้วยตนเอง โดยกลุ่มผู้ซื้อตราสารเหล่านี้ส่วนใหญ่ประกอบด้วยกองทุนบำนาญ บริษัทประกัน และกองทุนที่บริหารจัดการภายใต้กรอบ ESG ซึ่งหมายความว่าเม็ดเงินที่ใช้สร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ส่วนหนึ่งก็คือเงินออมที่เราฝากไว้กับสถาบันการเงินเหล่านี้นั่นเอง

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
ปัจจุบัน ผู้พัฒนาโครงการ AI เริ่มหันมาออกตราสารหนี้สีเขียวสำหรับ Data Center โดยอ้างว่าประหยัดพลังงานมากยิ่งขึ้น ซึ่งมุมมองของผู้เชี่ยวชาญระบุว่านี่คือกลยุทธ์ในการลดเสียงวิจารณ์พร้อมทั้งช่วยลดต้นทุนการกู้ยืม ทว่าอัตราดอกเบี้ยที่ผู้กู้จ่ายลดลง ก็แลกมากับผลตอบแทนที่ผู้ซื้อได้รับลดลงเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น หากตราสารทั่วไปให้ผลตอบแทน 5% ตราสารสีเขียวจากบริษัทเดียวกันอาจให้อยู่ที่ 4.88% ส่วนต่าง 0.12% นี้คือสิ่งที่นักลงทุนยอมสละ เพื่อแลกกับความเชื่อมั่นว่าเงินของตนถูกนำไปใช้ในกิจการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำให้ความต้องการใช้พลังงานของ Data Center พุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาล จนเกิดคำถามเรื่องผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม การออกตราสารหนี้สีเขียวจึงเป็นเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยระดมทุนสีเขียว แต่ความท้าทายสำคัญคือการป้องกันการฟอกเขียว (Greenwashing) เนื่องจากอุตสาหกรรมเทคโนโลยียังไม่มีนิยามสากลที่เป็นเอกภาพสำหรับคำว่าสีเขียว
ปัญหาสำคัญคือ หากวันหนึ่งนักลงทุนพบว่าฉลากสีเขียวดังกล่าวไม่ตรงกับความเป็นจริง พวกเขาจะไม่สามารถเรียกเงินคืนได้เลย สิ่งเดียวทำหน้าที่ปกป้องนักลงทุนคือความน่าเชื่อถือของหน่วยงานที่ออกฉลากตั้งแต่เริ่มต้น ส่งผลให้เกิดคำถามสำคัญว่า ใครกันแน่ที่เป็นผู้รับรองมาตรฐานเหล่านี้
เพื่อแก้ปัญหานี้ ในเดือนเมษายน ปี 2569 องค์กรชั้นนำระดับโลก 9 แห่ง ได้ร่วมกันก่อตั้ง Greening AI Data Centers Coalition (GADCC) ขึ้นมา เพื่อพัฒนาเกณฑ์มาตรฐานว่าคำว่าสีเขียวควรมีความหมายอย่างไรในบริบทของ Data Center ซึ่งจะช่วยให้นักลงทุนมองทะลุการฟอกเขียวได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงคือเงินทุนถูกระดมไปก่อนแล้ว ในขณะที่มาตรฐานเพิ่งจะเริ่มถูกร่างขึ้นมา ทำให้ความเคลื่อนไหวของ GADCC เป็นสิ่งที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด
สำหรับในประเทศไทย กลุ่มธุรกิจการเงิน SCBX ในฐานะผู้เล่นสำคัญด้านสินเชื่อเพื่อความยั่งยืน ได้ให้ความสำคัญกับหลักการตรวจสอบย้อนกลับ โดยธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ไม่ได้จำกัดแค่การแปะป้ายสินเชื่อสีเขียว แต่ยังผูกติดกับมาตรฐานสากล ทั้งในส่วนของสินเชื่อที่ปล่อยเองและตราสารหนี้ที่ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา โดยมีผู้ประเมินอิสระอย่าง Sustainalytics, DNV Business Assurance Australia Ltd. และ DNV (Thailand) Co., Ltd. เข้ามาร่วมตรวจสอบกรอบการทำงานก่อนนำออกจำหน่ายจริง โดยตลอด 3 ปีที่ผ่านมา กลุ่ม SCBX มีการปล่อยสินเชื่อและการลงทุนเพื่อความยั่งยืนรวมสะสมกว่า 223,487 ล้านบาท แม้ตัวเลขนี้ยังไม่ครอบคลุมสินเชื่อ AI Data Center โดยตรง แต่สะท้อนถึงการมีตัวเลขเปิดเผยในรายงานประจำปีที่ตรวจสอบได้จริง
"สิ่งที่ต้องเปลี่ยนคือคำถาม จากเดิมที่ถามว่ามันมีฉลากไหม เป็นถามว่าเอกสารระบุปลายทางของเงินไว้หรือไม่ มีรายงานหลังใช้เงินหรือเปล่า และใครเป็นคนรับรอง"
กวิสรา รุจิประภากร
หากเปรียบเทียบกับฉลากข้างขวดที่เราเชื่อมั่นในเลข อย. ไม่ใช่เพราะตัวเลขถูกพิมพ์ไว้บนฉลาก แต่เพราะเบื้องหลังมีหน่วยงานออกกฎ มีผู้ตรวจสอบ และมีบทลงโทษที่ชัดเจน ซึ่งฉลากเขียวบนตราสารหนี้ AI Data Center ในปัจจุบันยังคงขาดองค์ประกอบเหล่านี้ ทางออกสำหรับผู้ลงทุนจึงเป็นการเปลี่ยนวิธีตั้งคำถาม หันไปตรวจสอบว่าเอกสารระบุปลายทางของเงินหรือไม่ มีรายงานหลังการใช้เงินหรือเปล่า และใครเป็นผู้รับรอง หากคำตอบคือไม่มี นักลงทุนก็ไม่มีความจำเป็นต้องยอมจ่ายดอกเบี้ยส่วนต่างนั้น แต่หากมีระบบรองรับที่ตรวจสอบได้ การจ่ายส่วนต่างก็คุ้มค่าแก่การลงทุน
ที่มา: Techsauce
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น