ข้ามไปเนื้อหาหลัก

การดี-รัดเกล้า จี้ตัดงบกระทรวง ทส. 5% พร้อมแก้สารพิษข้ามแดน

การดี เสียวไพโรจน์ และรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายจี้ตัดงบกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ 5% พร้อมแนะแผนรับมือ Net Zero และสารพิษข้ามแดนแม่น้ำกก-แม่น้ำโขง

เรียบเรียงโดย AI
Inewgen
09 Sep 20264 นาทีอ่าน (0 ครั้ง)
แชร์
การดี-รัดเกล้า จี้ตัดงบกระทรวง ทส. 5% พร้อมแก้สารพิษข้ามแดน

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ขนาดตัวอักษร
  • การดี เสียวไพโรจน์ เสนอตัดลดงบกระทรวง ทส. 5% หลังพบงบคาร์บอน 97% ถูกใช้เป็นค่าใช้จ่ายภายในองค์กร
  • ชี้โครงการจัดซื้อเฮลิคอปเตอร์ 52.5 ล้านบาทและงบทำ Carbon Footprint 30 ล้านบาทแพงเกินเหตุ
  • รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี จี้รัฐแก้ปัญหาสารพิษข้ามแดนจากเหมืองแร่หายากที่ลามถึงแม่น้ำโขงเชิงรุก
  • วิจารณ์งบตรวจวัดน้ำ 83.9 ล้านบาทปลายเหตุ ขณะงบแก้ปัญหาปลายน้ำบานปลายกว่า 2,200 ล้านบาท

การประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย เกิดประเด็นถกเถียงสำคัญเมื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคประชาธิปัตย์ออกมาสะท้อนปัญหาการจัดสรรงบประมาณของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) โดยชี้ให้เห็นจุดรั่วไหลและการใช้งบที่ไม่ตรงจุด ทั้งในมิติด้านการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำและการรับมือวิกฤตมลพิษทางน้ำข้ามพรมแดนที่กำลังส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง

นางการดี เสียวไพโรจน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้อภิปรายเสนอให้มีการปรับลดงบประมาณของกระทรวง ทส. ลง 5% พร้อมตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าในการจัดสรรงบที่ยังไม่ตอบโจทย์เป้าหมายการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างแท้จริง โดยเฉพาะโครงการระบบอำนวยการและการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วงเงิน 141 ล้านบาท ซึ่งแบ่งเป็นการจัดซื้อเฮลิคอปเตอร์ 1 เครื่องยนต์ วงเงิน 52.5 ล้านบาท และงบซ่อมบำรุงผูกพันต่อเนื่องเกือบ 100 ล้านบาท แม้จะเข้าใจถึงความจำเป็นในการปกป้องผืนป่า แต่ก็กังวลว่าอาจถูกมองคล้ายการแจกของหาเสียง พร้อมเน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยและประสิทธิภาพเป็นหลัก

นอกจากนี้ นางการดี ยังได้เปิดเผยถึงความย้อนแย้งในการจัดสรรงบประมาณเพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 โดยระบุว่าจากงบประมาณด้านคาร์บอนทั้งหมดราว 306 ล้านบาท กลับถูกใช้ไปกับค่าใช้จ่ายภายในและค่าใช้จ่ายประจำ เช่น ระบบไอที ครุภัณฑ์ ประชาสัมพันธ์ และงานศึกษา กว่า 125 รายการ คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 97% หรือประมาณ 297 ล้านบาท ขณะที่งบประมาณที่ส่งตรงถึงมือประชาชนและเกษตรกรเพื่อช่วยขับเคลื่อนจริงๆ มีเพียง 8 ล้านบาท หรือคิดเป็น 2.9% เท่านั้น

การอภิปรายครั้งนี้สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของหน่วยงานภาครัฐในประเทศไทย ที่มักเผชิญกับสัดส่วนงบดำเนินงานประจำ (Operating Expenses) สูงกว่างบลงทุนเพื่อการพัฒนาหรือส่งเสริมประชาชนอย่างแท้จริง ในบริบทของการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ภาคเกษตรกรและผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) มักขาดแคลนทรัพยากรและองค์ความรู้ การที่ภาครัฐทุ่มงบไปกับระบบภายในองค์กรจึงไม่ต่างจากการสร้างกระดาษบนหอคอยงาช้าง ซึ่งไม่สามารถแก้ปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคปฏิบัติได้จริงตามเป้าหมายระดับประเทศ

Thailand parliament building interior committee room

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง

ไม่อยากพลาดข่าวใหม่?

สมัครรับสรุปข่าวสารใหม่ทางอีเมล ไม่บ่อยจนรำคาญ

โฆษณา

นางการดี ได้ขยายความเพิ่มเติมถึงตัวเลขงบประมาณในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลและระบบนิเวศคาร์บอน เช่น ทะเบียนคาร์บอนและการซื้อขายเครดิต ที่ได้รับจัดสรรเพียง 14.92 ล้านบาทสวนทางกับงบทำงานภายในที่สูงถึง 77 ล้านบาท พร้อมยกตัวอย่างกรมทรัพยากรน้ำที่มีการตั้งงบทำ Carbon Footprint ภายในองค์กรสูงถึง 30 ล้านบาท ซึ่งมองว่าแพงเกินกว่าเหตุเนื่องจากกระทรวงมีบุคลากรผู้เชี่ยวชาญพร้อมอยู่แล้ว พร้อมเสนอทางออก 3 ข้อต่อสภา ได้แก่ การลงทุนในระบบ Open Data เพื่อลดต้นทุนให้เกษตรกร, การอุดหนุน SME ผ่าน Carbon Footprint Voucher และการจัดสรรงบใหม่ให้ตรงจุดเพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ

97%งบคาร์บอนใช้กับงานภายใน
5%ข้อเสนอให้ตัดลดงบ ทส.

ในอีกด้านหนึ่ง นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้อภิปรายพุ่งเป้าไปที่วิกฤตสารพิษปนเปื้อนข้ามแดนจากกิจการเหมืองแร่หายากในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งกำลังส่งผลกระทบต่อลุ่มน้ำทางภาคเหนือและขยายวงกว้างลุกลามลงสู่แม่น้ำโขง โดยระบุว่าการตรวจพบสารปนเปื้อนในแม่น้ำโขงซึ่งมีปริมาณน้ำและความลึกมากกว่าแม่น้ำกก สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการสืบหาต้นตอของมลพิษและการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ

"เรามีงบ 83.9 ล้านบาทเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจวัดคุณภาพน้ำ แต่คำถามคือเมื่อเราตรวจพบแล้วเราจะทำอย่างไรกับต้นเหตุ ถ้าต้นเหตุยังปล่อยสารพิษลงมา เราก็ต้องใช้งบประมาณตรวจ ซับ บำบัด และฟื้นฟูซ้ำแล้วซ้ำทุกปี"

รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี

นางรัดเกล้า วิจารณ์การจัดสรรงบประมาณของกระทรวง ทส. ว่ายังขาดการทำยุทธศาสตร์เชิงรุกเพื่อหยุดปัญหาที่ต้นทาง โดยมีโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการพิทักษ์สิ่งแวดล้อม 83.9276 ล้านบาท สำหรับซื้อสถานีตรวจวัดคุณภาพน้ำอัตโนมัติ โดรน และการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งแม้จะเป็นสิ่งจำเป็นแต่การตรวจวัดอย่างเดียวไม่สามารถหยุดสารพิษได้ การปล่อยให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้จะทำให้ภาครัฐต้องเสียงบประมาณมหาศาลไปกับการแก้ปัญหาปลายเหตุ เช่น การที่การประปาส่วนภูมิภาคตั้งงบราว 2,200 ล้านบาทเพื่อย้ายแหล่งน้ำดิบ และงบกลางอีก 188 ล้านบาทสำหรับการเยียวยา

ที่มา: Matichon Politics

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น
0/2000

พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้