UK ทบทวนข้อตกลงเกาะชากอส หลังโดนโดนัลด์ ทรัมป์ ติงหนัก
รัฐบาลสหราชอาณาจักรประกาศทบทวนการส่งมอบเกาะชากอสให้ประเทศมอริเชียสอีกครั้ง หลังโดนัลด์ ทรัมป์ วิจารณ์อย่างดุเดือดที่สหประชาชาติเนื่องจากขาดเสียงสนับสนุนจากสหรัฐฯ

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
- สหราชอาณาจักรกลับมาทบทวนข้อตกลงโอนอธิปไตยเกาะชากอสให้มอริเชียส
- โดนัลด์ ทรัมป์ ประณามข้อตกลงนี้ว่าเป็นข้อตกลงที่แย่มากในที่ประชุม UN
- รัฐบาลมุ่งเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อหาทางออกและรับประกันความปลอดภัยฐานทัพ Diego Garcia
รัฐบาลสหราชอาณาจักรภายใต้การนำของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เวส สตรีทิง (Wes Streeting) ออกมายืนยันว่า ทางการกำลังทบทวนข้อตกลงในการส่งมอบอธิปไตยเหนือหมู่เกาะชากอส (Chagos Islands) ให้แก่ประเทศมอริเชียสใหม่อีกครั้ง ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาประณามข้อตกลงนี้ว่าเป็นเรื่องที่แย่มากในการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UN General Assembly) เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา
ภายใต้ข้อตกลงเดิมที่เคยมีการเจรจาไว้ สหราชอาณาจักรจะต้องสละสิทธิ์อธิปไตยเหนือดินแดนดังกล่าวให้กับมอริเชียส พร้อมทั้งจ่ายเงินเฉลี่ย 101 ล้านปอนด์ หรือราว 136 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี เพื่อเช่าฐานทัพร่วมระหว่างสหราชอาณาจักรและสหรัฐฯ บนเกาะดิเอโก การ์เซีย (Diego Garcia) ซึ่งมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์อย่างยิ่งในมหาสมุทรอินเดีย อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงนี้ต้องถูกระงับการดำเนินการไว้แบบไม่มีกำหนดตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา เนื่องจากโดนัลด์ ทรัมป์ ถอนตัวจากการสนับสนุน
เวส สตรีทิง ระบุว่า รัฐบาลจำเป็นต้องทำงานร่วมกับพันธมิตรชาวอเมริกัน รวมถึงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และคณะทำงานของเขาให้มากขึ้น เพื่อปรับปรุงข้อตกลงจนกว่าจะอยู่ในจุดที่ฝ่ายสหรัฐฯ สามารถให้การสนับสนุนได้ โดยเป้าหมายหลักในตอนนี้คือการสร้างความมั่นคงในระยะยาวให้กับฐานทัพบนเกาะดิเอโก การ์เซีย ซึ่งเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในหมู่เกาะชากอส
การทบทวนข้อตกลงเกาะชากอสสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของนโยบายต่างประเทศที่ต้องพึ่งพาการยอมรับจากมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ โดยเฉพาะในยุคที่รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้โดนัลด์ ทรัมป์ ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์และความมั่นคงทางทหารเป็นอันดับแรก การที่ฐานทัพ Diego Garcia ตั้งอยู่บนจุดยุทธศาสตร์สำคัญในมหาสมุทรอินเดียทำให้ทั้งวอชิงตันและลอนดอนยอมถอยไม่ได้ในแง่ความปลอดภัย แต่แรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศและการถูกมองว่าอาจเปิดช่องให้จีนเข้ามามีอิทธิพล ทำให้ข้อตกลงนี้ซับซ้อนกว่าแค่การคืนดินแดนให้มอริเชียส
นอกจากนี้ สตรีทิงยังกล่าวเสริมว่า บรรดานายกรัฐมนตรีอังกฤษทุกคนนับตั้งแต่ยุคของบอริส จอห์นสัน มีความเห็นตรงกันมาโดยตลอดว่า กระบวนการทางกฎหมายที่ดำเนินอยู่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของฐานทัพ โดยมอริเชียสอ้างว่าตนถูกบังคับให้ออกจากเกาะดังกล่าวอย่างผิดกฎหมายในปี 1965 เพื่อแลกกับเอกราช ทั้งนี้ สตรีทิงยอมรับกับสำนักข่าวต่างๆ ว่าตนได้รับมรดกปัญหาชิ้นนี้มาและจำเป็นต้องหาทางออกให้ได้

ภาพประกอบจากคลังภาพสต็อก ไม่ใช่ภาพจากเหตุการณ์จริง
ก่อนหน้านี้ นายกรัฐมนตรีอังกฤษได้พูดคุยทางโทรศัพท์กับ นาวิน รามกูลัม (Navin Ramgoolam) นายกรัฐมนตรีมอริเชียส ก่อนเดินทางไปยังนครนิวยอร์ก โดยบันทึกการประชุมอย่างเป็นทางการระบุว่าผู้นำอังกฤษยังคงมุ่งมั่นที่จะทำทุกวิถีทางร่วมกับสหรัฐฯ เพื่อให้ข้อตกลงนี้ได้รับการสัตยาบัน อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่รัฐบาลยืนยันว่าความคิดเห็นของสตรีทิงและผู้นำประเทศไม่ได้เป็นการเปลี่ยนแปลงจุดยืนครั้งใหญ่จากเดิมที่เคยระบุไว้ว่าทุกข้อตกลงจำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากสหรัฐฯ
ย้อนกลับไปในเดือนพฤษภาคม 2025 สหราชอาณาจักรและมอริเชียสเคยลงนามในข้อตกลงเบื้องต้น โดยจะมีการทำสัญญาเช่าเกาะดิเอโก การ์เซีย เป็นเวลา 99 ปี ซึ่งรัฐบาลอังกฤษระบุว่าจะมีต้นทุนสุทธิรวมอยู่ที่ 3,400 ล้านปอนด์ แต่ข้อตกลงดังกล่าวก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากฝ่ายค้านว่าตัวเลขที่แท้จริงอาจพุ่งสูงถึง 35,000 ล้านปอนด์หากรวมอัตราเงินเฟ้อ และอาจเปิดทางให้จีนเข้ามาตั้งฐานในพื้นที่ได้
"ข้อตกลงชากอสนี้ตายไปแล้ว ขอบคุณพระเจ้าที่มันจบลง"
ไนเจล ฟาราจ หัวหน้าพรรค Reform UK
ปฏิกิริยาต่อการทบทวนข้อตกลงครั้งนี้ เคมี่ บาเดนอช (Kemi Badenoch) หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านสายอนุรักษ์นิยม ได้ออกมาเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีทิ้งข้อตกลงที่แย่นี้เสีย ขณะที่ ไนเจล ฟาราจ (Nigel Farage) ผู้นำพรรค Reform UK กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่าข้อตกลงดังกล่าวได้สิ้นสุดลงแล้ว
ที่มา: BBC Politics
พบข้อมูลผิดพลาดในบทความนี้? แจ้งปัญหาบทความนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น